Mink's Digital Diary


01 มกราคม 2546

หวังว่าคงไม่เบื่อกัน

......................................................................

1/1/43

กว่าจะมีdiaryนี้ขึ้นมา มิงค์ก็คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะเขียนดีหรือเปล่า แต่พอได้อ่านของคนโน้นคนนี้แล้วก็น่าสนใจดีนี่ แล้วเราก็คิดว่าตัวเราเองก็เขียนได้ เลยตัดสินใจว่าลองดูก็ได้ ไม่เห็นเสียหายอะไร เพราะว่าที่กลัวๆอยู่ก็คือ กลัวว่าจะไม่มีเวลาupdateทุกวัน ยิ่งช่วงไหนมีสอบด้วยแล้วเนี่ย จะไม่มีอารมณ์ทำอะไรเลย แต่.. คิดว่า ทำเท่าที่เราพอจะทำได้แล้วกัน คงไม่คิดอาจหาญขึ้นไปเทียบรุ่นกับพวกพี่ๆหรอกค่ะ.. อิอิ

นอกจากนี้แล้วยังไม่ค่อยได้เห็นผู้หญิงคนไหนเขียนweb diaryเลย (เห็นก็แต่คุณแอนคนเดียวเนี่ยแหละ)เป็นเพราะอะไรกันแน่หว่า อาจจะเป็นเพราะขี้เกียจ.. ก็ไม่น่าใช่ความขี้เกียจไม่เกี่ยงเพศอยู่แล้ว อาจจะเป็นเพราะผู้หญิงไม่ค่อยออนไลน์แบบนรกเหมือนผู้ชาย(บางคน)..รึเปล่า ไม่รู้แฮะ ใครมีเหตุผลไรเจ๋งๆก็ลองบอกมั่งสิ Íย่างไรก็ตาม มิงค์คิดว่าผู้หญิงอย่างเราก็มีมุมมองในชีวิตที่ต่างไปจากผู้ชาย diary อันนี้คงจะพอเปิดโลกของweb diaryให้กว้างขึ้นด้วยแนวคิดของผู้หญิงบ้างนะ สักนิดก็ยังดี

วันนี้เป็นวันแรกที่web diary อันนี้เกิดขึ้นมา แล้วที่พิเศษกว่านั้นนี่เป็นวันขึ้นปีใหม่ของปี2000ด้วย.. ว่าแต่ชาวพุทธอย่างเรามันไปเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ จริงๆก็คือปี2543เท่านั้นนี่นา แล้วยิ่งกว่านั้น ยิ่งได้เห็นคำอวยพรของในหลวง อย่างที่ทรงมอบไว้เตือนสติของพวกเราทุกคนทุกๆปีแล้วล่ะก็ มิงค์ว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงสำหรับส.ค.ส.อันนี้ น่าจะเป็นการเตือนสติพวกเราว่าอย่าหลงระเริงไปกับความเชื่อของฝรั่งมากนัก จงเป็นตัวของตัวเอง ก็จริงแหละทรงเตือนได้ถูกแล้ว ถ้าคนไทยคนไหนที่ได้เห็นส.ค.ส.อันนี้ แล้วคิดได้มากกว่าแค่เห็นด้วย แล้วชื่นชมว่าในหลวงช่างเก่งจริงๆ เมืองไทยคงจะมีคน"คิดเป็น"มากกว่านี้

อืม แค่วันแรกเท่านั้นเราก็เสียดสีสังคมไปได้แล้วขนาดนี้ ท่าทางเขียนไปได้สักสองเดือนอาจจะเอาตัวไม่รอดได้นะเนี่ย ที่จริงแล้วการเขียนdiaryที่เขียนเอาไว้อ่านเองกับการเขียนเพื่อให้คนอื่นอ่าน ค่อนข้างต่างกันเยอะเหมือนกันนะ เพราะว่าการเขียนให้ตัวเองเก็บไว้อ่านและเตือนสติตัวเอง จะไม่ค่อยได้เขียนความเห็นอย่างชัดเจนขนาดนี้ จะเป็นการแทรกไปตามเหตุการณ์ที่เกิด แล้วจะเจาะลงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ รวมทั้งส่วนตัวมากกว่า อีกทั้งยังไม่ต้องมากังวลถึงระดับภาษาที่ต้องใช้อีกด้วย

หลายคนคงเห็นว่ามันไม่ค่อยเป็นdiaryสักเท่าไหร่เลยนะ แหม.. ก็แค่วันแรกเอง ขอเกริ่นสักหน่อยแล้วกัน แล้วใครมีคำแนะนำอะไรก็ลองส่งมาติติงกันดูก็ได้ค่ะ (แต่ว่าเราดื้อนะ ติแล้วไม่ทำตามก็อย่าว่ากันละกัน)

.............................................................................................
:: เขียนที่บ้านที่สมุทรสาคร เพิ่งสอบเทอมแรกของปีสามเสร็จ::
............................................................................................


1/1/44
สุขสันต์วันปีใหม่ค่ะทุกท่าน ขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง.. สมหวังในทุกๆด้านค่ะ..

แล้วก็ครบรอบหนึ่งปีที่มิงค์เขียนไดอารี่มาด้วย.. ขอบคุณสำหรับทุกๆครั้งที่คุณคลิ๊กเข้ามาเวบนี้ ขอบคุณสำหรับการเสียเวลาอ่านไดอารี่เล่มนี้ ที่บางครั้งยัยคนนี้บ่นบ้าอะไรก็ไม่รู้.. ที่บางครั้งก็เป็นเรื่องไร้สาระจนน่าสงสารคนอ่านที่เข้ามาอ่าน บางครั้งก็เครียดจนปวดหัว และบางครั้งก็มีมุขฝืดๆที่ไม่สมควรปล่อย.. แต่ก็ยังฝืนปล่อย.. และหลายครั้งที่เผาจนเกรียม.... เมื่อวานก็ประเมินตัวเองตอนสิ้นปีไปแล้ว.. ก็คงจะได้เวลาประเมินไดอารี่เล่มนี้ด้วย..

concept: ยังคงสับสนอยู่จนถึงวันนี้
บุคคลที่โดนเผาบนไดอารี่บ่อยที่สุด: ช่วงต้นปีต้องเป็นพี่ตั้ม.. กลางปีเป็นน้องเฟิร์น แต่พอสิ้นปีคู่หูนรก น้องมายกับน้องเมย์มาวิน
เรื่องสุดฮอตที่เขียนบ่อยที่สุด: เรื่องของตัวเองน่ะสิ
โดนด่ามากที่สุด: ทุกครั้งที่เขียนคำว่า.. สวย..
ชื่นชมมากที่สุด: ความคิดแปลกๆของดิฉัน.. ท่าทางคนจะชอบของแปลกนะ
คนอ่านชื่นชอบมากที่สุด: เรื่องที่ไม่ค่อยยอมเขียน
เกรียมที่สุด : เลือกไม่ได้ เยอะเกิน
ประทับใจมากที่สุด: กำลังใจจากคนอ่านเวลาที่ท้อแท้.. ว่า..ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะมิงค์
ชอบที่สุด: คนอ่านไดอารี่นี่แหละ
หวานที่สุด: ชอตอ้อนคนอ่านอย่างข้างบน

.............................................................................................
:: เขียนที่บ้านที่สมุทรสาคร เพิ่งสอบเทอมแรกของปีสี่เสร็จ::
............................................................................................


1/1/45
วันนี้ขอแยกเขียนสองเรื่อง
เนื่องจากตอนนี้เหนื่อยจนไม่รู้ว่าจะรวมสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันได้อย่างไร
(แล้วมันก็คงจะยาวมาก สำหรับไดวันนี้)

ทุกๆครั้งที่ขึ้นปีใหม่ ต้องถามตัวเองว่า
ปีใหม่ปีหน้า เราจะเป็นอย่างไร
เราจะอยู่ที่ไหน เราจะทำอะไรอยู่
เมื่อปีที่แล้ว คิดไว้ว่าจะทำงานในส่วนของ marketing
ในบริษัทชั้นนำของเมืองไทย
หรือไปทำงานอยู่เมืองนอก
แต่เมื่อวันนี้มาถึง... มันไม่เป็นอย่างที่เราคิดไว้
แสดงว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่าง
แล้วเมื่อเรารู้ตัวแล้วว่าเราเดินออกนอกเส้นทางที่เราคิดไว้
เราจะเสียเวลากับมันทำไม
ดิฉันเลยตัดสินใจครั้งสำคัญ
แต่เป็นการตัดสินใจที่จะบอกว่า
วันนี้ในปีหน้า เราจะต้องเดินอยู่บนเส้นทางที่เราคิดไว้

ปีที่ผ่านมามีเรื่องที่ได้เรียนรู้มากมาย
เรื่องที่หนักๆเหมือนโดนหมัดเสยเข้าปลายคาง
ก็คงจะเป็นเรื่องที่เสียคุณปู่ไปอย่างกระทันหัน
เมื่อเดือนที่ผ่านมานี่เอง....
เราได้เรียนรู้ (ในภาคปฏิบัติ) ว่า
ถ้าเรารักใคร จงให้รักแก่เค้าอย่างเต็มที่
ให้เค้า ณ วันนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้
เพราะใครจะรู้ว่าเค้าจะมีชีวิตอยู่ถึงพรุ่งนี้หรือไม่
จะขัดใจคนที่เรารักไปทำไม
ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าเรารักเค้า และเค้ารักเรา
มิงค์เคยรู้ในฐานะที่เป็นทฤษฎี
และก็ทำมันมาตลอด แต่เมื่อวันที่ได้เจอของจริง..
ก็ได้รู้ว่า ... เรายังทำน้อยนัก
เราผลัดวันประกันพรุ่งมากไป
เราต้องทำมากกว่านี้ ไม่ใช่แค่นี้

โลกแห่งการทำงานเป็นสาวออฟฟิศ
ก็สอนอะไรในโลกแห่งความเป็นจริงมากทีเดียว
สังคมเดียวกันในเมืองไทยแท้ๆ
แต่เมื่อเราออกจากที่หนึ่ง ก้าวเข้าสู่อีกที่หนึ่ง
สังคมไทยเหมือนกัน
แต่การปฏิบัติ การทำงานกลับต่างกันไป
เมื่อคิดว่าเจอโลกแห่งความเป็นจริง
ก็จะได้เจอกับโลกแห่งความเป็นจริงกว่า
และจะเจอแบบนี้ไปเรื่อยๆ ..

ปีนี้ตั้งใจไว้ว่า ..
รักใครจะไม่เก็บ รักใครจะไม่ทิฐิ
รักใครจะแสดงออก
รักใครก็จะให้เค้ารู้ว่าเรารัก


แต่ปีนี้จะไม่รักใครเพิ่ม
ปีที่ผ่านมาเหนื่อยเพราะรักมามากพอแล้ว
ขอพักรบทีเถอะ
ถ้าการพักรบปีนี้จะทำให้ข้าพเจ้ากลายเป็นโสดไปทั้งชีวิต
ก็ยอมแล้วล่ะ.. เหนื่อยกับมันจริงๆ

จะค้นหาอนาคตตัวเองให้เจอให้ได้
ตอนนี้มันก็มีอยู่ แต่มันยังไม่ใช่ ยังไม่โดน
มันยังไม่ใช่ที่เราต้องการจริงๆ
มันต้องมีมากกว่านี้แน่นอน

และจะ "รู้" ให้มากขึ้น บ่อยขึ้น

ปีที่ผ่านมา
ขอบคุณพ่อแม่อย่างสุดใจ
ไม่มีใครอีกแล้วที่รักเราได้อย่างนี้
ที่พร้อมทำทุกอย่างให้ โดยเราไม่ต้องสงสัยอะไร
ขอบคุณน้องๆทุกคน
ที่ทำให้การอยู่บ้านเป็นเรื่องสนุกสนาน
ทำให้ชาวบ้านเค้าได้รู้ไว้ว่า
พี่น้องกันไม่จำเป็นต้องทะเลาะกันเสมอไป
ขอบคุณเพื่อนๆที่คณะทุกคน
ที่ทำให้ได้เรียนรู้ว่าเพื่อนเป็นอย่างไร
(ถึงแม้พวกแกจะทิ้งชั้นไปเมืองนอกกันหมดก็ตาม)
ขอบคุณชาวไซเล้งทุกท่าน
ที่เป็นกำลังใจ เป็นที่พึ่งเวลาเหงาๆ
เป็นเพื่อนเที่ยว เพื่อนกินเวลาหาใครไม่เจอ
ขอบคุณเพื่อนๆบนเนตทุกท่าน
หลายๆท่านเลย ไม่กล้าเอ่ยชื่อ
กลัวตกหล่นใครไปแล้วจะน้อยใจ
(รู้กันแล้วกันนะ มิงค์คุยบนนี้ไม่เยอะหรอก)
ขอบคุณหนุ่มๆในสังกัดทุกท่าน
ทั้งๆที่เคยเป็น อยากเป็น และเป็นอยู่
ที่ทำให้เราเข้าใจอะไรต่ออะไรได้ดีขึ้น
ทำให้รู้สึกมีค่าและไร้ค่าได้
ทั้งๆที่เราก็เป็นตัวเรา ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

อีกเรื่อง..
มิงค์เขียนไดอารีมาครบสองปีเต็ม
ครบแล้วนะคะในวันนี้
ไม่ได้เขียนเพื่อสร้างสถิติอะไรทั้งสิ้น
แต่เขียนเพื่อทำในสิ่งที่เราทำได้
เขียนเพื่อฝึกฝนตัวเอง
ให้มีความรับผิดชอบ
ให้มีการฝึกการใช้ความคิด
มันเป็นการแสดงให้เห็นว่า
ถ้ามิงค์คิดจะทำอะไร
แล้วตัวเองมีความสุขที่ได้ทำ
มิงค์ก็พร้อมจะทุ่มเทให้เต็มที่
แม้จะไม่ได้อะไรตอบแทนเป็นชิ้นเป็นอันก็ตาม

สวัสดีปีใหม่ค่ะทุกท่าน

.............................................................................................
:: เขียนที่อพาร์ทเมนต์ที่ซอยรางน้ำ ทำงานอยู่ที่ไอเนต::
............................................................................................

1/1/46

ที่นี่ยังไม่ขึ้นปีใหม่ค่ะ แต่ว่าที่เมืองไทยปีใหม่ไปแล้ว

ขึ้นปีใหม่ทีนึงก็ต้องมาสรุปกันทีนึงว่าปีนึงๆนี่มีอะไรผ่านไปบ้าง
และมีอะไรใหม่ๆเข้ามาบ้าง

ตลอดปีที่ผ่านมา รู้สึกเหมือนกับว่าเป็นปีที่ได้เรียนรู้อะไรมากจริงๆ
เป็นปีที่ได้รู้ว่า สิ่งที่เราคิดว่าใช่ บางทีก็ไม่ใช่ สิ่งที่เราคิดว่าไม่ใช่ ก็เกิดใช่ขึ้นมา
บางสิ่งบางอย่างไม่น่าเป็นไปได้ ก็เป็นไปได้
บางสิ่งบางอย่างที่ควรจะเป็น ก็ไม่เป็นไปเสียอย่างนั้น
ไม่มีอะไรแน่นอนเลยในโลกใบนี้

ได้เรียนรู้ว่า โลกนี้กว้างใหญ่นัก
เราเป็นแค่กบที่อยู่ในกะลา
เคยคิดว่าเมื่อเราโตขึ้นแล้วเราก็จะออกจากกะลา
แต่ความเป็นจริงคือ เราทำได้เต็มที่แค่เปลี่ยนกะลา
จากกะลาที่เล็ก ไปกะลาที่ใหญ่ขึ้นหน่อย
ที่แย่ยิ่งกว่านั้น บางทีที่เราคิดว่ากะลาใหญ่ขึ้น
แต่ความจริงเป็นแค่สีที่เพิ่มขึ้นในกะลาใบเดิมเท่านั้น

ได้เรียนรู้ว่า คนบางคนมีไว้เพื่อเป็นแค่คนรู้จักกัน
คนบางคนไม่มีค่าแม้แต่จะคบไว้เพื่อรู้จักกัน
คนบางคนที่เราเคยคิดว่าเค้าดี
แต่ข้างในเต็มไปด้วยสิ่งเน่าเหม็น
อยู่ใกล้ก็รังแต่จะทำให้ตัวเองเศร้าหมองขึ้น
แต่มองอีกแง่มุมนึงก็ได้เรียนรู้ว่า
เค้าเข้ามาในชีวิตเราเพื่อให้เราได้รู้จักกับคำว่าคนมากขึ้น
"คน" ที่มีนัยว่า การรวมกันของหลายๆสิ่งๆหลายๆอย่าง
เป็นการเตือนให้นึกถึงว่า มนุษย์ไม่ได้มีแบบเดียว
การที่เราทำดี คิดดีกับใคร
ก็ไม่จำเป็นที่เค้าจะทำดีและคิดดีกับเราตอบ

ได้เรียนรู้ว่ามิตรภาพสามารถเกิดได้ทุกที่
แม้จะห่างบ้านห่างเมืองมาแค่ไหน
อยู่ที่ไหนยังไงก็ตาม ถ้าเราเปิดใจรับมิตรภาพนั้น
ก็สามารถมีเพื่อนได้ในทุกสถานการณ์
คนไทยยังไงก็เป็นคนไทยวันยังค่ำ

ได้เรียนรู้ว่า ฝรั่งไม่ใช่พระเจ้า
เราคนไทยเก่งกว่าฝรั่งมากมายหลายเท่านัก
ฝรั่งส่วนมากมีดีแต่ปาก และดูถูกหัวดำทั้งๆที่ไม่รู้จักเรา
คนไทยเราก็มัวแต่คิดว่าสู้ฝรั่งไม่ได้
ก็เลยไม่เคยได้สู้จริงๆเอาสักที

ได้เรียนรู้ว่า พาสปอร์ตไทยถือโดยหญิงไทย
เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจในทุกประเทศ
ขอวีซ่ายากเย็นแสนเข็ญจริงๆไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม

ได้เรียนรู้ว่า ชีวิตแต่งงาน (ของชาวบ้าน)ไม่ง่ายเลยจริงๆ
อยู่คนเดียวดูท่าจะเหมาะกับเรามากกว่า

ได้เรียนรู้ว่า ชีวิตการอยู่เมืองนอก
ไม่ได้สนุกสนานและน่าอิจฉาเหมือนที่เคยคิด
(คนอื่นเป็นไงไม่รู้)
ถ้าไม่ได้มีเงินถุงเงินถังพ่อแม่ให้มา
ก็เป็นเรื่องลำบากที่จะอยู่ต่างบ้านต่างเมืองคนเดียว

ได้เรียนรู้ว่า สิ่งต่างๆที่มีขายตามท้องตลาด
ล้วนแต่เป็นของสนองกิเลสทั้งสิ้น
ยิ่งฝรั่งด้วยแล้ว กระทำการทุกอย่างเพื่อให้กิเลสมีความสุขทั้งสิ้น

ได้เรียนรู้ว่า สาเหตุที่เมกาไม่เคยเห็นหัวใคร
เพราะในหัวของเมกันมีแต่ กูและของกูเท่านั้น
การมาอยู่เมกาสี่ห้าเดือนก็ไม่ได้เปลี่ยนมุมมองที่เห็นเมกาไปมากนัก
มีแต่จะเห็นชัดขึ้นว่า ประเทศนี้ธาตุแท้เป็นอย่างไร

ได้เรียนรู้ว่า ผู้ชายที่คิดว่าตัวเองฉลาด
มักจะเป็นเหยื่อของผู้หญิงที่ฉลาดกว่าเสมอ
ทั้งๆที่ผู้หญิงด้วยกันเองแค่อ้าปากก็รู้แล้วว่า
ความจริงใจหาไม่ได้กับผู้หญิงคนนี้
แต่บอกผู้ชายไปก็มักไม่เชื่อ
เพราะอีโก้ความฉลาดมันค้ำคออยู่เสมอ

ได้เรียนรู้ว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องมีเมื่อจะไปไหน ทำอะไร
คือ เป้าหมาย

ได้เรียนรู้ว่า บางครั้งเราต้องปล่อยอะไรๆทิ้งไปบ้าง
โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่แบกข้ามประเทศไม่ไหว

ได้เรียนรู้ว่า การคิด ไม่ใช่การแก้ปัญหาเสมอไป

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

.............................................................................................
:: เขียนที่คอนโดพี่นัทพี่โจ ที่นิวเจอร์ซี่ เก็บของเตรียมตัวไปเบลเยี่ยม::
............................................................................................

ไม่รู้ว่าเวลานี้ของปีหน้าจะไปอยู่ที่ไหนนะคะ
แต่ปีนี้เรียกว่าเรียกชีวิตกลับมาในทางที่ตัวเองอยากจะเป็นได้
ก็ถือว่าประสบความสำเร็จไปบ้างบางส่วนแล้ว

อ่านแล้วรู้สึกว่าช่วงที่เรียนอยู่บีอีเป็นช่วงปีใหม่ที่มีความสุขนะ
แต่พอเรียนจบแล้วก็กลายเป็นช่วงเครียดๆมาสองปีติด
(แอะ เรียนจบมาเกือบสองปีแล้วหรือนี่ เร็วจริงๆ)
ปีแรกก็เรื่องงาน เรื่องที่อยากจะไปเรียนต่อ
ปีนี้ก็เรื่องเรียนต่ออีกเหมือนกัน แต่เป็นยิปซีชัดๆ
นี่ยังกลุ้มใจอยู่ว่า ตัวคนเดียวจะรอดหรือไม่ ...

ปีนี้โอเคนะคะ ที่คิดๆไว้เมื่อปีก่อนที่เขียนไปนั้น
ก็ทำได้ตามที่คิดไว้อยู่
(จริงๆลืมไปแล้วเหมือนกันว่าเขียนอะไรไว้
เพิ่งกลับมาอ่านเหมือนกัน)

เอาล่ะ ปีหน้าคิดว่าน่าจะอยู่เมืองไทยแล้ว
เดี๋ยวมาดูกันว่าปีหน้าจะเป็นยังไง


Previous
 

Mink's Quick Menu

Copyright (c) 1999-2002 digitalinstinct.com. All rights reserved.
All comments are welcome at mink@digitalinstinct.com
Best viewed with Internet Explorer 5.5 or later, and Resolution 800 x 600 or above

Diary Archives GuestBook Diary Links About Me