Avatar and Hakuna Matata

ไปดูอวตารมา เพราะประชาชนบอกว่า
ถ้าเราไม่ดูอวตาร เราจะพลาดหนังในตำนานไปอีกหนึ่งเรื่อง
แล้วก็จะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง

ตอนดูตัวอย่างในโรงก็เฉยๆนะ
เป็นจุดอ่อนของหนังเรื่องนี้เลย ที่ทำ trailor ไม่ดี
ไมได้กระตุ้นให้รู้สึกอยากดูหนังเรื่องนี้

สุดท้ายเมื่อวานก็ตัดสินใจไปดู
เป็นหนังเรื่องที่ 3 ที่ไปดูหนังคนเดียว
ซึ่งจริงๆก็เป็นเรื่องของจิตใจนะ
การทำอะไรคนเดียวเนี่ย
ปกติเราไม่ดูหนังคนเดียวตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว
ซึ่งก็อยากลองดูว่ามันจะรู้สึกยังไง
เหมือนสมัยก่อนกินข้าวคนเดียวไม่ได้
พอไปอยู่เมืองนอกกลับมา ก็ทำได้แบบสบายๆ
ซึ่งจริงๆแล้วมันก็ไม่มีอะไรเลย เราคิดมากไปเอง
กับการไปนั่งกินข้าวคนเดียว หรือดูหนังคนเดียว
คิดว่าคนอื่นเค้าจะมองเรายังไง ทำไมมาคนเดียว
จริงๆแล้วไม่มีใครสนใจเราหรอก มีแต่ตัวเรานี่แหละที่คิดไปเอง

คนเรามันก็ต้องมีช่วงเวลาที่คนอื่นไม่ว่างให้เรากันหมดบ้าง

กลับมาเรื่องหนัง ตอนแรกคิดว่าเป็นแฟนตาซีเลยยิ่งไม่อยากดูใหญ่
แต่พอไปดูจริงๆมันออกแนว Sci-fi มากกว่า
ดู 3D เวียนหัวไปหน่อย อาจจะไม่ค่อยชิน
ชอบพวกเทคนิคอะไรของเค้านะ ทำออกมาสวยดี

แต่ฉากสงครามตอนท้ายๆนี่เราไม่ชอบเลย
ส่วนตัวแล้วก็ไม่ชอบดูหนังฆ่ากัน ทำร้ายกัน
แล้วหนังนี้ก็กลายเป็นว่าเราต้องไปเชียร์ให้เค้าฆ่ามนุษย์เรานี่แหละ

เพราะว่าหนังทั่วๆไปจะให้เราอยู่ฝั่งที่เหมือนตัวเรา หรือฝั่งที่เป็นความดี
แต่เรื่องนี้ฝั่งที่เป็นความดีกลับไม่ใช่มนุษย์
แล้วมนุษย์เรากลายเป็นผู้ล่าแทน

ซึ่งมันสับสนนะ ชีวิต

ก็ไม่อยากให้ตายทั้งคู่อะ ดูแล้วงง เลือกข้างไม่ถูก

มีคำพูดหนึ่งที่เราสะกิดใจในหนังเรื่องนี้คือ
ถ้าใครบางคนครอบครองอะไรที่เราต้องการอยู่ เค้าก็จะกลายเป็นศัตรูทุกครั้งไปหรือ

อเมริกันมากมาย

คือ เราอาจจะมีอะไรที่เราต้องการมากมายในโลกนี้
แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้มันมาด้วยการต่อสู้แย่งชิง
แล้วใครที่ไม่สามารถให้ในสิ่งที่เราต้องการได้โดยดี ก็จะกลายเป็นศัตรูของเรา

ความต้องการของมนุษย์มันเป็นแบบนี้แหละ ไม่สิ้นสุด
และก็สามารถใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มา
โดยไม่คำนึงถึงว่าวิธีการนั้นทำให้ใครเดือดร้อนบ้าง
รู้แต่ว่าทำให้ตัวเองพอใจก็พอแล้ว
คนเราทุกวันนี้มันเป็นแบบนี้ทั้งนั้น
คิดแค่ว่าเอาวันนี้ให้มีความสุขแบบผิดๆ
โดยไม่สนใจว่าความสุขนั้นจะแลกกับความทุกข์ของผู้อื่นหรือเปล่า

ทั้งๆที่จริงๆแล้วเราก็ต้องรู้จักจัดการความอยากของตัวเองบ้าง
ไม่ใช่ว่าอยากได้อะไรก็ต้องได้ทุกครั้งไป

***

เราว่าการมีแฟนมันไม่ยากหรอก
แต่การที่จะรักษาความสัมพันธ์นั้นยากกว่า

บางทีเรานึกย้อนกลับไป เราก็พบว่าตัวเองก็มีข้อเสียเหมือนกัน
มีบางเรื่องที่เราทำลงไปแล้วทำร้ายจิตใจอีกฝ่าย
หรืออะไรที่เค้าทำให้เรา แต่เราไม่ appreciate เค้า

แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม เราคาดหวังกับอีกฝ่ายมากเกินไป
ซึ่งพอไม่ได้อย่างที่เราคาดหวัง เรากลับจัดการความรู้สึกของเราไม่ได้

คุยกับน้องที่ออฟฟิศที่สนิทๆกันว่า
ความรักมันเป็นเรื่องของการบาลานซ์ความต้องการของสองฝ่าย
ซึ่งพูดกันจริงๆ เราเองยังบาลานซ์ตัวเองไม่ค่อยได้เลย

เราก็มีนิสัยเสียของเราตรงคำพูด บอกน้องว่า
เราพูดแรง ตรง เพราะเราคิดแค่ว่า สั้นๆง่ายๆ พูดให้รู้เรื่อง แค่นั้น
ไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายจิตใจ หรือยกตนข่มท่านอะไร
น้องเค้าบอกว่า สายตาเจ๊จิกไปก่อนแล้วล่ะค่ะ
ทีเอมน่ากลัวทุกคนเลย

-”- เอิ่ม..

ถ้าเป็นเมื่อก่อนจิกกว่านี้อีกนะ นี่ยังเป็นเวอร์ชั่นปรับปรุงแล้ว
ไว้จะพัฒนาเวอร์ชั่นใหม่ให้พูดอ่อนหวานกว่านี้หน่อยแล้วกัน
(ไม่รู้จะทำได้เปล่า)

แต่จริงๆมาถึงจุดนี้แล้ว มันกลับมารู้สึกว่า
เป็นแบบที่เราเป็นนี่แหละ หลายสิ่งหลายอย่างที่เราพยายามทำ
เพื่อจะให้มันดี สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ได้ส่งผลดีอย่างที่เราต้องการ
ก็เลยคิดว่า ปล่อยให้เป็นไปอย่างธรรมชาติ เป็นตัวของเรา
แล้วถ้ามันจะไปต่อเป็นแบบไหนก็ไม่เห็นเป็นไร
ยังไงเราก็เคยเจอมาแล้ว

คิดไว้ว่า ในช่วงเวลาแบบนั้น แทนที่จะกังวล จะเครียดไปกับมัน
เพื่อจะพยายามทำให้ดีที่สุด ก็น่าจะแค่สบายๆแล้วก็เอนจอยมากกว่า
ยังไงอนาคตก็บอกอะไรไม่ได้ สิ่งที่เราเคยคิดว่าดีก็ลงเอยไม่ดีมาแล้ว

Hakuna Matata

ป.ล.1 ตอนนี้คนในออฟฟิศที่แต่งงานแล้วและอยู่ในวัยมีลูกได้ ท้องกันหมดเลย
รู้สึกอย่างกับกาเหว่าที่บางเพลงยังไงไม่รู้

ป.ล.2 มีวันลาเหลือ 3 วันต้องใช้ให้หมดภายในมีนา
ยังหาวันใช้ไม่ได้เลย ต้องรีบชิงลาก่อนตารางจะเต็ม

ป.ล.3 หาน้องเข้าทีมใหม่ ก็มีแต่ผู้หญิงมาให้เลือก
ทั้งทีมก็มีแต่ผู้หญิงอยู่แล้ว ผู้ชายหายไปไหนหมด
อยากได้ผู้ชายมาใส่ทีมบ้างอ่า


About this entry