เป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนามีค่าแค่ไหน และ สามเมนูมื้อเย็นกับแม่ครัวหัวป่าก์
ทำไดใหม่เพราะว่าอันเก่ามันโพสรูปไม่สะใจ
อันนี้รีเควสพิเศษคือ ให้ใส่รูปใหญ่ได้
แล้วโพสแรกเราก็ใช้ให้คุ้มเลยล่ะ
***
เดี๋ยวนี้ตื่นเช้าอย่างยากลำบากมากๆ
พยายามที่จะตื่นขึ้นมานั่งสมาธิ เดินจงกรม
ก็ไม่ค่อยยอมลุกเลย
เข้าข้างตัวเองว่า งานหนัก ขับรถเยอะ
เลยทำให้กลางคืนนอนหลับเป็นตาย
แล้วเช้าๆก็ตื่นไม่ไหว แต่ตื่นแล้วก็ทำนะ
ถ้าวันนั้นไม่รีบออกไปไหนแต่เช้า
เมื่อคืนแปลกใจมากๆว่านอนหลับไม่รู้เรื่องขนาดนั้นได้ไง
เพราะว่าน้องกลับมาบ้านหลังจากเรานอนไปแล้ว
แล้วเราก็นอนพื้นที่น้องต้องเดินผ่าน
แล้วน้องผ่านไปโดยเราไม่รู้สึกตัวได้ไง
หลับเป็นตายจริงๆฉัน
เมื่อเช้าตื่นเช้าเพราะว่าต้องไปรับหมอนกไปกราบหลวงอา
เนื่องจากชักชวนไว้หลายครั้ง
แล้วอาทิตย์นี้ก็ประจวบเหมาะว่าเธอว่างพอดี
ก็เลยไปรับเธอ สามี และน้องสาวไปศาลาลุงชิน
ว่าว่าไปเช้ากว่าปกติแล้วกลับไม่มีที่จอดรถ
ปกติไปสายกว่านี้ยังพอมีที่ให้เข้าไปจอดใกล้ๆได้
แต่นี่ต้องออกไปจอดริมถนนข้างนอกที่ไม่ค่อยอยากจอด
ไม่ใช่เพราะกลัวเดินไกล หรือรถอื่นเฉี่ยวอะไรหรอกนะ
แต่เพราะจอดริมถนนยังไม่เป็นน่ะสิ
แล้วก็ไม่มีความพยายามจะจอดให้เป็นอีกต่างหาก อิอิ
ตอนที่พาเธอไปนั่งในศาลาแล้ว
ก็รู้ว่าหน้าที่เราจบแล้ว หมายถึงว่า เวลาเราแนะนำธรรมะให้ใคร
หน้าที่เราคือ ชี้ทางเค้าให้เค้ามาถูกทาง
ส่วนเค้าจะมาหรือไม่มา จะมาช้าหรือมาเร็ว ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเราแล้ว
ถ้าเค้าต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมก็ยินดีนะ
แต่ฉันคงไม่ไปเคี่ยวเข็ญว่า เอ๊ะ ทำสิทำ ทำไมไม่ทำ
หรือไปแบกเค้าเอาไว้ว่าทำไมไม่เชื่อ หรือทำไมไม่มา
วันนี้หลวงอาเทศน์สั้นมาก ให้เวลากับคำถามค่อนข้างเยอะ
หลวงอาเทศน์สนุกขึ้นเรื่อยๆนะ เหมาะกับคนใหม่ๆดี
ซึ่งวันนี้ได้สังเกตเห็นจากหมอนกกับทีมนี่แหละว่า
สิ่งที่หลวงอาบอกไว้ว่า ไม่จำเป็นต้องเทศน์ตลก
เพราะถ้าเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจเราแล้ว นั่นแหละตลกที่สุด
ฉันก็เห็นเค้าขำกับสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตจริงๆนะ
(ตัวเองขำมานานแล้ว ขำจนสมเพชมัน)
พูดจริงๆก็จำอะไรมากไม่ได้ในเนื้อหาแบบแม่นๆ
เพราะว่าส่วนมากใจไม่ได้อยู่ที่เนื้อหามากนัก
กลับมาอยู่ที่ตัวเองมากกว่า มันแวบไปแวบมา
จนจำความไม่ได้ถนัดนัก
เอาเท่าที่จำได้แล้วกันนะ
หลวงอาบอกว่า คนเราเกิดก็เกิดตามๆกันไป โตก็โตตามๆกันไป
เรียนหนังสือ ก็เรียนตามๆกันไป
ทำงานก็ทำตามๆกันไป
มีครอบครัว เลี้ยงลูก เลี้ยงรรยา ก็ตามๆกันไป
สุดท้ายก็ตายตามๆกันไปเหมือนกัน
ฟังดูไร้สาระไหมชีวิต แต่นี่แหละความจริง
ฟังหลวงอาทีไรจะกระทบใจให้มีกำลังใจปฏิบัติเสมอ
เรามีชีวิตมนุษย์ที่เป็นนาทีทองอยู่ตอนนี้ มีค่าแค่ไหน
ไม่ได้มีค่าแค่เกิดมากิน นอน เรียนหนังสือ มีครอบครัว ทำงาน แล้วก็ตายไปหรอก
ถ้าเกิดมาแค่นั้น เราก็ไม่ต่างจากสัตว์อื่นๆร่วมโลกเลย
เมื่อก่อนเวลาเริ่มปฏิบัติใหม่ๆจะรู้สึกว่า อยากๆ
เร่งๆให้ตัวเองก้าวหน้า อยากก้าวหน้า อยากไปไกลๆ
จริงแล้วเราก็บ้าปกติ เหมือนชีวิตปกติของเรา
คือ ต้องการเอาชนะ ต้องการเป็นที่หนึ่ง
พอมาเรื่องปฏิบัตินี่มันคนละเรื่องกัน
ซึ่งก็เพิ่งมาเข้าใจว่า มันเร่งไม่ได้ มันบังคับไม่ได้
อย่างที่หลวงอาบอกวันนี้ว่า
“ไม่ต้องไปรีบ ไม่ต้องไปเร่ง ค่อยๆสะสมความรู้ตัวไป
ทีกิเลสเรายังไม่ได้เร่งเลย ก็สะสมกันมาตั้งเท่าไหร่”
เมื่อก่อนก็บ้าแบบนั้น อยาก เร่ง และต้องการผลงาน
ซึ่งตอนนี้ก็ไม่ได้โกรธตัวเองสมัยก่อนนะ
ก็มองอย่างขำๆว่า เออ ทำไปได้
เห็นคนปฏิบัติใหม่ๆแล้วเป็นแบบเราก็เป็นเรื่องเข้าใจ๊ เข้าใจ ^^
แต่วันนี้หลวงอาพูด ทำให้นึกออกมาว่า
ครั้งหนึ่งเมื่อสิบปีก่อนที่ฉันยังไม่มีอะไรมาทางนี้เลย
มีคนพูดขึ้นมาว่า (แถวๆนี้แหละ) “อยากนิพพาน”
ฉันสวนกลับไปว่า “ถ้ายังอยากอยู่ก็ไม่ถึงนิพพานหรอก”
ไม่รู้สมองส่วนไหนมันสั่งให้ความคิดนั้นมันผุดขึ้นมาทันที
ที่สำคัญคือ เออ มันก็จริงซะด้วยนะเนี่ย
(สิ่งที่ทำให้ฉันหมุนชีวิตมาสนใจธรรมะอย่างจริงจังเลย
ก็คือ คำโปรยหน้าปกเจ็ดเดือนบรรลุธรรม
“เป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนามีค่าแค่ไหน”
ประโยคนี้นี่แหละสั่นสะเทือนชีวิตฉันสุดๆ
ว่า แล้วเรามัวแต่เสียเวลาทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย)
เสร็จแล้วก็ไปส่งหมอนกและทีมงาน
ก่อนขับรถมุ่งหน้าไปกินสวนผักน้ำอีกรอบเป็นมื้อเช้าบวกกลางวัน
ไม่ค่อยอยากอาหารเท่าไหร่ ไม่รู้เพราะอะไร
รูปสวนผักน้ำขอติดไว้ก่อน เพราะง่วงนอน ขี้เกียจทำ
แต่ว่าจะมีรูปอื่นๆให้ดูก่อน เพราะเจสถ่าย (ขยันกว่า)
ไปนอนตีพุง อ่านหนังสืออะไรไป
จนตกเย็นก็ทำกับข้าวให้หนึ่งสาวกับสองหนุ่มกิน
เมนูวันนี้คือ เต้าหู้หมูสับนึ่ง ผัดวุ้นเส้นซอสเผ็ดซีฟู้ดและหมูผัดหนำเลี้ยบ
เป็นการทำกับข้าวที่เมามันมาก
ไม่ได้ทำกับข้าวทีละเยอะๆคนเดียวมานานแล้ว สนุกดี ^^
ใจจริงแล้วชอบความสนุกเวลาทำกับข้าวหลายๆอย่างพร้อมกัน
เพราะมันทำให้ตัวเองได้วางแผนและท้าทายว่ามันจะไหม้ไปก่อนมั้ย อิอิ
มาดูเมนูแรก เต้าหู้หมูสับนึ่ง ขอบอกว่าง่ายมาก แนะนำให้ทำกินที่บ้าน
อันนี้เป็นเมนูประจำบ้านฉันที่ไม่เคยกินที่อื่นเหมือนกัน

เริ่มด้วยการผสมหมูสับกับกระเทียมสับ รากผักชีสับ ซีอิ๊วขาว พริกไทย

แล้วก็หั่นเต้าหู้บางๆ วางเรียงสลับชั้นกับหมูสับ
ใส่น้ำซุปลงไปนิดหน่อยกับซีอิ๊วขาว
แล้วก็นึ่งประมาณสิบนาที อย่าใส่น้ำเยอะ เพราะมันจะล้นออกมา
โดนมาแล้ววันนี้ เนื่องจากประยุกต์เอากะทะกับจานมาปิดแทนหม้อนึ่ง

เมนูนี้ปกติแม่ทำให้กิน อยู่บ้านไม่ได้ทำเองหรอก
ต่อมาก็ตามมาด้วยวุ้นเส้นผัดซอสเผ็ดซีฟู้ด
ได้ไอเดียมาจากรายการญี่ปุ่นที่ทำอาหารจีนวันก่อน
แล้วก็มีซอสเผ็ดจากจีนที่ซื้อมาเมื่อนานแล้ว ลืมทิ้งไว้บ้านเจส
ก็เลยทำซะเลยดีกว่า ประยุกต์ๆ คิดๆเอานิดหน่อย
แช่วุ้นเส้นให้พองตัวก่อน ระหว่างนี้ก็แกะกุ้ง ปลาหมึกรอ
จริงๆแล้วต้องเป็นพริกหวาน แต่ลืมซื้อมา
ค้นในตู้เย็นเจอพริกชี้ฟ้า ก็พริกชี้ฟ้าก็ได้
แล้วก็เจอหอมหัวใหญ่ ใส่ด้วยๆ (มั่วสุดชีวิต)


สับกระเทียมผสมขิง แบ่งครึ่งนึงลงผัดกับกุ้งกับปลาหมึกก่อน



แล้วก็ยกรอ

อีกกะทะก็ผัดกระเทียมกับขิงที่เหลือ
แล้วก็ใส่ซอสเผ็ดที่ได้มาลงไป ผัดสักแป้บ
ก็เอาน้ำซุปเทลงไปให้พองวดๆก็ใส่หอมหัวใหญ่ พริกชี้ฟ้า




แล้วก็าวนาว่า โอม จงนิ่มๆ
เสร็จแล้วก็ใส่วุ้นเส้นลงไป (ตัดให้สั้นๆก่อนเน้อ)

คลุกๆแล้วก็ใส่กุ้งปลาหมึกลงไปอีก คลุกๆๆ

และเพื่อให้ครบรสชาติก็ใส่หอมหั่นลงไปผัด

ออกมาก็โรยผักชีหน่อย

สองอย่างผ่านไปยังเมามันไม่พอ
มาถึงอาหารไฮไลท์ของวันนี้คือ หมูสับผัดหนำเลี้ยบ
เพราะวันก่อนๆๆที่มานี่ก็เห็นหนำเลี้ยบ
ก็ถามเจสว่าซื้อมาทำไม เจสบอกว่า อยากกินหมูสับผัดหนำเลี้ยบ
พูดถึงแล้วก็เลยอยากกินด้วย ก็เลยอาสามาทำให้
ทั้งๆที่ไม่เคยทำเหมือนกัน
ก่อนอื่นก็หั่นหนำเลี้ยบ ให้อร่อยต้องเม้าไปด้วยระหว่างนั้น อิอิ

หลังจากดูสูตรมาหลายสูตรก็พบว่า
มันเป็นอาหารตามใจคนทำมากๆ
เพราะงั้นก็เลยคิดว่าจะไม่เชื่อสูตรไหนล่ะ
ทำเองดีกว่า ก็เลยใส่ขิงสับ รากผักชีลงไปด้วย
คลุกๆกะหมูสับ ใช้มือคลุกจะได้เข้าเนื้อยิ่งขึ้น

แล้วก็เอากระเทียมลงผัด ก่อนเอาเนื้อหมูลงผัดตาม
ใส่น้ำนิดนึงให้เนื้อหมูร่วนๆ

พอสุกแล้วก็ใส่ต้นหอมลงไป

เอาขึ้นแล้วผัดพริกตาม เนื่องจากไม่อยากให้มันชิงเผ็ดออกนอกหน้า

แล้วก็เสิร์ฟพร้อมมะนาวแบบนี้ค่า

(คนถ่ายรูปเก่งจริงๆ ถ่ายออกมาหน้าตาดีค่อดๆ)
วันนี้เพิ่งรู้จากเจสว่า ายในเมล็ดหนำเลี้ยบมีของกินได้อยู่ด้วย
เจสก็เลยมาเคาะโป๊กๆ เอามากินกันสองสาว

รสชาติเหมือนวอลนัท เกาลัด อะไรสักอย่าง ออกเค็มๆ

โฉมหน้าคนรอกิน หิวคร่อกๆ
ก่อนจะปิดท้ายด้วยของหวานฝีมือเจส ที่วันนี้ฉันกินเค้กชอกหน้านิ่มไปสองชิ้น
มัฟฟิ่นหนึ่งชิ้น และชีสเค้กอีกหนึ่งชิ้น

วันนี้ตั้งใจจะไปว่ายน้ำนะเนี่ย ฮือ
About this entry
You’re currently reading “ เป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนามีค่าแค่ไหน และ สามเมนูมื้อเย็นกับแม่ครัวหัวป่าก์ ,” an entry on Mink’s Memoir
- Published:
- 3.18.07 / 11pm

7 Comments
Jump to comment form | comments rss [?] | trackback uri [?]