ชีวิตนี้สั้นนัก
วันนี้ฟังหลวงอามาในรถ แล้วสะดุดใจหนึ่งประโยค
ประมาณว่า ได้เจอพระพุทธศาสนาแล้วก็อุ่นใจ
รู้สึกชีวิตมีเป้าหมาย ชาติไหนไม่ได้เจอ ก็รู้สึกเคว้งคว้าง
ได้ฟังแล้วสะท้อนใจเข้ามาที่ตัวเอง
เพราะยังจำได้เลยว่า เราเคยเขียนไดสมัยก่อน
ว่าไม่รู้ว่าจะเรียนไปทำไม ทำงานไปทำไม
ล่าสุดรู้สึกว่าจะเป็นตอนที่อยู่เบลเยี่ยม ห้าปีผ่านไป
แล้วก็จำได้ว่าไม่เคยเขียนเรื่องแบบนั้นอีกเลย
ทั้งๆที่ตั้งแต่เล็กจนโตคิดแต่เรื่องว่า เกิดมาทำไมเนี่ย ตลอด
เด็กนี่ช่างคิดมากๆ มองคนอื่นแล้วคิดตลอดเวลา
ว่าเราเกิดมาทำไม เรียนหนังสือจบไป ทำงาน แต่งงาน มีลูก แก่ตาย
เอ๊ะ แล้วประโยชน์ของการเกิดมาอยู่ที่ไหน
เกิดมาเพื่อผลิตมนุษย์ให้มีสืบทอดต่อไปแค่นั้นเหรอ
แล้วแบบนั้นเราจะเรียนไปทำไม เราจะทำงานไปทำไม
แล้วเราจะอยากเป็นคนเก่ง คนเรียนดีอะไรไปทำไม
เพราะใครๆก็ผลิตมนุษย์ได้ทั้งนั้นแหละ
ไม่จำเป็นต้องเรียนเก่ง รวย มีงานดีอะไรเลย
นั่นเป็นความคิดสมัยเด็กๆ (ประถมโน่น)
พอโตขึ้นมา เราก็ถูกหลอมให้พยายามหาความสุขใส่ตัวให้มากที่สุด
เพราะใครๆเค้าก็พยายามแบบนั้นกัน
เราก็อยู่กับการที่จะเอาชนะคนอื่น ทั้งด้านความสวย ความเด่น
ความเก่ง ความรวย แฟนหน้าตาดี รถมีระดับขับ อะไรก็ว่าไป
ความคิดแบบข้างบนมันก็หายไป
เพราะเรากำลังมีจุดหมายแล้ว จุดหมายที่จะต้องมีความสุขให้ได้
(อารมณ์เมาค่านิยมสังคม)
ฉันก็มาถึงจุดแบบ เอ๊ะ แล้วเราจะขวนขวายมีความสุขขณะนี้ไป
แล้วเราก็ตายไปโดยไม่เหลืออะไรอย่างนั้นเหรอ
ประโยชน์มันอยู่ตรงไหน (อีกแล้ว)
ถ้าเกิดมาแล้วจุดประสงค์อยู่แค่การหาความสุขแบบนั้น
รู้สึกชีวิตไรค่า เสียเวลาการเกิดมาก
ไม่สร้างประโยชน์ให้คนอื่นไม่พอ
ประโยชน์ให้ตัวเองก็ยังไม่มีอีก
เพราะความสุขที่มี เช่น เรียนสูง จบเมืองนอก
ตอนนี้ก็อยู่เมืองไทยทำงานงกๆ ไม่เห็นไฮโซอะไรเลย
หรือ มีเงินกินอาหารดีๆแพงๆ กินเสร็จก็อิ่ม อีกสามสี่ชั่วโมงหิวอีกแล้ว
ไอ่ที่กินไปเมื่อกี้มันหมายความว่าไงนี่
หรือ มีเงินไปดูละครเวที ดูหนัง ดูคอนเสิร์ต จรรโลงใจ
ออกจากโรงมา ความสนุกเมื่อกี้ก็หายไปหมดแล้ว เครียดเรื่องงานต่อ
หรือ มีแฟนดีๆ อยู่ด้วยกันทุกวัน คบแล้วน่ารักกุ๊กกิ๊กหวานแหวว
วันรุ่งขึ้นก็นอกใจได้เหมือนกัน
ก็เลยมาถึงจุดที่ว่า ก็แล้วไงล่ะเนี่ย ชีวิตเกิดมาทำไม
แล้วเลิกบ่นเรื่องนี้ไปตอนเริ่มภาวนาอย่างจริงจัง
เงียบกริบ สนิท ไม่บ่นอีกเลยว่าเกิดมาทำไม
มีแต่ความรู้สึกว่า ชีวิตสั้นเกินไปแล้ว แงๆ จะทันมั้ย
ชีวิตสั้นมากๆนะ ถ้าเทียบกับจุดหมายที่จะต้องไปให้ถึง
คือ การเรียนรู้ความจริงของชีวิตให้ถ่องแท้
ให้ได้เห็นว่า ชีวิตนี้มันเป็นทุกข์ มันไม่แน่นอน และมันบังคับไม่ได้เลย
เรียนรู้ที่จะเป็นผู้ดูธรรมชาติในจิตใจของเรา ให้เห็นการเกิดดับ
ซึ่งไม่ใช่แค่การอ่าน คิด จำ แล้วจบ
มันต้องไปกระจ่างที่ใจเลยว่า เราเห็นแบบนั้นจริงๆ
ไม่ใช่เรานั่งคิดเอาแล้วคิดว่าเข้าใจแล้ว
ต้องอดทนมากๆ กับการที่เราเคยเป็นคนทำอะไรเร็วๆ
ทำอะไรให้สำเร็จในทันทีทันใด เห็นผลทันที
แต่นี่เหมือนค่อยๆเขยิบไปทีละมิลๆ บางวันก็ถอยหลังอีก
ความยากของมันอยู่ที่ ไม่รู้หลอกตัวเองมาตั้งเท่าไหร่
พอจะมารู้ความจริงก็เหมือนฝืนความเคยชินของชีวิต
เผลอปุ๊บก็วกกลับมาหลอกตัวเองทันที
ความวังเวงใจว่าเกิดมาทำไม มันหายไปสิ้นเลย
ไม่เคยมีสักแว้บที่กลับมาว่า ตรูเกิดมาทำไมฟะ
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เห็นทุกข์มากมาย จนรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว
ไปบอกพี่ตุลย์ว่า ไม่ไหวแล้ว ขอกลับไปเป็นอย่างเดิมได้มั้ย
พี่ตุลย์ถามว่าแน่ใจเหรอ แน่ใจว่าจะกลับไปมีชีวิตแบบเดิมได้
หมายถึง กิน เที่ยว มีแฟนอย่างชาวบ้านเค้าไปวันๆ
ก็รู้ว่าไม่ได้แหละ แต่ช่วงนั้นมันแบบ แหวะ ไม่ไหวแล้ว
เหมือนนีโอกินยาแล้วบ้วนทิ้งไม่ได้นั่นแหละ อิอิ
ซึ่งตอนนี้ก็ดีใจนะที่เราได้อยู่ตรงนี้
ได้เห็นในสิ่งที่คนส่วนมากไม่ได้เห็น
ถ้าชีวิตไม่ได้ผ่านพี่ตุลย์ ผ่านหลวงอา
ผ่านเพื่อนๆไซเล้งอีกหลายคนที่นำทางมาตรงนี้
ก็รู้เลยว่า ชีวิตเราจะทุกข์มากกว่านี้อีกมากมายมหาศาล
โดยความทุกข์ 90% มาจากความคิดของเราเอง
อยากขอบคุณพี่ตุลย์ หลวงอา แม้เค้าจะไม่รู้หรอก
แต่ว่าเรารู้สึกขอบคุณจริงๆ
ขอบคุณเพื่อนๆไซเล้งโดยเฉพาะบอยและเจส
บอยที่พาไปศาลาลุงชินเป็นครั้งแรก
และเจสที่ทำให้รู้จักพี่ตุลย์
และเพื่อนๆไซเล้งที่ร่วมหัวจมท้ายภาวนามาด้วยกัน
ชีวิตนี้สั้นนัก แต่จะภาวนาให้สุดทางเท่าที่ทำได้
ไม่ย่อท้อ ไม่สิ้นหวัง เพราะหนทางที่สิ้นหวังอันน่ากลัวกว่ามันมีอยู่
About this entry
You’re currently reading “ ชีวิตนี้สั้นนัก ,” an entry on Mink’s Memoir
- Published:
- 3.18.08 / 9pm

8 Comments
Jump to comment form | comments rss [?] | trackback uri [?]