แค่เห็น แค่ให้ ก็พอ
ไปดู The Fountain มา
ได้ข่าวตั้งแต่ก่อนไปดูแล้วว่า
เป็นหนังอิมหาปรัชญา อย่างงั้นอย่างงี้
ได้อ่านวิจารณ์และเนื้อเรื่องคร่าวๆก่อนเข้าไปดูแล้ว
ใจก็คิดถึงหนังเรื่องนี้ในแง่มุมหนึ่ง
แต่พอเข้าไปนั่งในโรงแล้ว
ดูไปได้ห้านาที ก็รู้สึกตัวว่า นี่เรากำลังยัดเยียดหนังอยู่
คือ เราพยายามดูหนังให้เป็นอย่างที่เราคิด
เรากำลังพยายามดูหนังให้เป็นแนวพุทธ
เราไม่ได้ดูหนังแบบที่หนังมันเป็นน่ะ
ก็เลยปล่อยไปเลย แล้วดูหนังแบบ as it is
เพราะจริงๆแล้วหนังเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น
คนทำหนังเค้ามีแนวคิดที่อยากจะบอกเรา
แต่หลายครั้งที่เราเอาแนวคิดตัวเองตั้งเข้าไปก่อน
แล้วก็เลยไม่ได้ในสิ่งที่คนทำหนังเค้าอยากบอก
เรื่องนี้ก็เช่นกัน มันเป็นหนังที่เรียกว่า
เป็นหนังปรัชญาแบบฟิวชั่น
คือ ผสมปรัชญาหลายๆสาขาออกมา
เป็นความเชื่อของคนทำหนังเองนั่นแหละ
มันไม่ได้เป็นพุทธ ไม่ได้เป็นคริสต์ ไม่ได้เป็นมายัน
และหนังแบบนี้ก็สามารถเป็นอะไรอย่างที่คนดูอยากให้เป็นด้วย
คุณจะดูให้พุทธจ๋าก็ได้ จะดูให้คริสต์จ๋าก็ได้
แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่อะไรสักอย่างเลย
คนอื่นดูออกมาแล้วเข้าใจว่าอย่างไรก็ไม่รู้นะ
แต่ฉันไม่ได้เห็นการเวียนว่ายตายเกิดในหนังเรื่องนี้
เห็นเป็นแค่รายละเอียดปลีกย่อย
สิ่งที่เห็นคือ การไม่ยอมรับความตายของมนุษย์มากกว่า
Finish it ของนางเอกนั้น ไม่ได้ตีความไปถึงการจบการเกิด
แต่เป็นการบอกให้ยอมรับความตายมากกว่า
หลายคนอาจจะดูลุ่มลึกไปถึงการถึงนิพพาน
แต่อย่างที่บอกคือ ฉันดูหนังเรื่องนี้เท่าที่หนังบอก
ก็เลยไม่เห็นนิพพานในเรื่องนี้
เห็นแค่มนุษย์ผู้ดื้อรั้นคนหนึ่งที่กลัวตาย
และไม่ยอมรับความจริงของความตาย แค่นั้นเอง
(ซึ่งเป็นมนุษย์อันเป็นส่วนใหญ่ของโลกนั่นแหละ)
ซึ่งในที่สุด เมื่อเรายอมรับความจริงนี้
สิ่งที่ตามมามันก็ตามมา เช่นในตอนจบของเรื่อง
เหมือนเราไม่ต้องไปปรุงแต่งนึกถึงนิพพานว่าจะหน้าตาเป็นไง
หรือพยายามจะไปหานิพพานนี้มาให้ได้
หรือพยายามจะจบอะไรสักอย่างเพื่อนิพพาน
แต่แค่เราทำเหตุที่เห็นความจริงแค่การยอมรับความตาย
นิพพานก็จะมาหาเองนั่นแหละ ไม่ช้าก็เร็ว ^^
ท่อนหลังนี่สรุปเอง คนทำคิดถึงนิพพานหรือไม่นี่ไม่รู้นะ
แต่ที่ยกนิพพานขึ้นมา เพราะว่า หลายคนดูแล้วจะคิดถึงนิพพาน
เป็นหนังแนวมากๆ ที่บอกได้เลยว่า
ถ้าคุ้นเคยกับหนังตลาด จะทนหนังแนวนี้ไม่ได้แน่นอน
ถ้าเป็นน้องมุ้ยพูด ต้องใช้ศัพท์ว่า “หนังป้าไม่เกต”
(แปลว่า ชาวบ้านดูไม่เข้าใจ)
***
ไปตรวจตามาเนื่องจากมีอาการผิดปกตินิดหน่อย
ระหว่างรอตรวจก็มีเด็กสองคนวิ่งไปวิ่งมา
เห็นแล้วอยากจะปรี่เข้าไปหา แล้วหิ้วไปทิ้งข้างนอกจริงๆ
เพิ่งจะไปบริจาคของให้มูลนิธิเด็กมา
แต่ไม่ได้แปลว่ารักเด็กเลยแม้แต่นิด
เห็นเด็กแล้วอยากเดินหนีไปไกลๆ
แต่เราก็เอาของไปให้เพราะรู้ว่าเค้าต้องการ
การให้มันไม่ได้อยู่ที่ว่า เราชอบหรือเกลียดเค้า
แต่ขึ้นอยู่กับว่า ยังมีคนขาดในส่วนที่เราเกินอีกมากมาย
ในเมื่อเราอยู่ในสถานะของผู้ให้ได้แล้ว
ก็แปลว่าเรามีเกิน มีเหลือ มีมากกว่าพอในส่วนนั้น
เวลาเราเลือกที่จะให้ ก็เลือกที่จะให้แก่คนที่ขาด
โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงว่า คนคนนั้นเราจะชอบหรือไม่ชอบ
คนคนนั้นเคยทำอะไรไว้กับเราบ้าง
เพราะการให้กับคนที่เราชอบใจน่ะ เป็นเรื่องธรรมดา
เป็นเรื่องที่ใครๆเค้าก็ทำกัน ถ้าจิตใจไม่ผิดปกตินะ
แต่การให้กับคนที่เราเกลียด หรือการให้กับคนที่เคยทำไม่ดีกับเรา
อันนั้นถือว่า เป็นพวกกำลังใจสูงในการให้
(ไม่ได้พูดถึงตัวเอง เพราะการไปให้เด็กแบบนั้น
ก็ไม่ได้ใช้กำลังใจอะไร นอกจากว่า ไปแล้วขอไม่เจอเด็กแค่นั้น)
เห็นหลายคนให้อะไรคนอื่นแล้วมักตัดสินจากความชอบไม่ชอบ
ก็เลยรู้สึกว่า บริบทของการให้นั้น มันไม่ได้รวม judgement เสียหน่อย
แต่เรามักจะเอาไปรวมกัน แล้วก็คิดว่าเค้าสมควรหรือไม่สมควรได้รับ
โดยยึดเอาความรู้สึกตัวเองเป็นหลัก
ทั้งๆที่มันอคติสุดๆไปเลย เพราะมีแต่ความ”คิด”และความ”เห็น”
ป.ล. ขนาดวันนี้ไม่ขับรถ ก็ยังเดินทางซะกระจุย
ฉันนี่พวกอยู่ไม่สุขหรือชีพจรลงเท้าก็ไม่รู้แฮะ
*** ระดมทุนเป็นค่านม ค่าผ้าอ้อม ให้น้องๆที่มูลนิธิเด็กค่ะ
โอนเงินมาร่วมทำบุญได้ที่ จะไปอีกทีอาทิตย์หน้า
และอีกรอบเดือนกรกฎาคม (แต่ถ้าได้เงินเพิ่มมาระหว่างนั้นจะไปอีกรอบ)ชื่อบัญชี นิสิตา ตันธนวิกรัย for zilent
เลขที่บัญชี 758-2-26447-8
ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยเซ็นทรัลปิ่นเกล้า
About this entry
You’re currently reading “ แค่เห็น แค่ให้ ก็พอ ,” an entry on Mink’s Memoir
- Published:
- 3.30.07 / 11pm

2 Comments
Jump to comment form | comments rss [?] | trackback uri [?]