ประสบการณ์ Surgery กับ ใจที่เป็นปลา
เช้านี้เรามีนัดกับหมอเพื่อส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร
อาทิตย์ที่แล้วย้ายมาตรวจที่บำรุงราษฎร์
แล้วคุณหมอแนะนำให้ตรวจด้วยการส่องกล้อง
เพื่อที่จะหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเป็นอะไร
รบกับประกันอยู่สามวันเพื่อที่จะเช็คให้ชัวร์ว่า
ค่าตรวจนี่สามารถเคลมประกันได้เท่าไหร่
สุดท้ายก็ได้จำนวนเงินที่เคลมได้มา
คิดสะระตะแล้วก็น่าจะอยู่ในวงเงินนะ
(เรารักบริษัทนี้ก็ตรงนี้ล่ะ ค่ารักษาพยาบาลนี่ให้วงเงินสูงเสมอ)
แล้วก็ทำให้เราเพิ่งรู้ว่า มันนับเป็น Surgery ล่ะ
มิน่าอาทิตย์ที่แล้วคุณหมอถึงได้พยายามบอกว่า
การตรวจไม่น่ากลัวอะไรเลย
อิฉันก็ทำหน้าแบ๊วใส่แบบว่า ไม่เห็นจะต้องบอกนี่นา
แค่ส่องกล้องแค่นี้เอง ทำไมคุณหมอต้องปลอบซะยกใหญ่
เมื่อเช้าขึ้นไปตามที่นัดก็พบว่า ที่นั่นคือแผนก Surgery เลย
คุณพยาบาลใส่ชุดสีฟ้า หมวกคลุมผมเดินกันขวักไขว่
คุณพยาบาลถามหาญาติอีก
เค้าไม่นึกว่ามันจะแบบนี้นี่นา
ลำพังตัวเองไม่ตกใจ ไม่กลัว ไม่อะไรเลย
แต่คุณพยาบาลแอบแปลกใจที่มาคนเดียว
ก็เลยบอกไปว่า เดี๋ยวมารับ ให้เบอร์ติดต่อไว้แล้วกัน
คิดอยู่ในใจเหมือนกันว่า
ถ้าเป็นเราเมื่อสักสามปีก่อน เราคงงอแง
และสงสารตัวเองน่าดูเลยที่ต้องมาคนเดียวแบบนี้
แต่วันนี้คิดแค่ว่า ถ้าให้ใครมานั่งรอเราตั้ง 2-3 ชั่วโมง
ก็คงลำบากเค้าแย่เหมือนกัน ไม่ต้องทำธุระของตัวเองเลย
ที่นี่ทุกอย่างเป็นระบบดีมาก คุณพยาบาลดูแลดีมาก (แหงล่ะ)
เลยทำให้มันสะดวกและง่ายไปหมดทุกอย่าง แม้จะไปคนเดียวก็เถอะ
เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเค้าก็วัดความดัน อัตราการเต้นของหัวใจ
แล้วคุณพยาบาลก็บอกว่า ขอเปิดเส้นเลือดนะคะ
จะได้ให้คุณหมอฉีดยาสลบให้ เจ็บนิดนึงนะ
คำว่าเปิดเส้นเลือดนี่มันฟังดูน่ากลัว
แล้วคุณพยาบาลยังบอกว่าเจ็บอีก
ไอ่เราก็จิ้นไปเลยว่ามันต้องเจ็บแน่ๆ โฮๆ
คุณพยาบาลหยิบเข็มขึ้นมา
เล็กกว่าเข็มบริจาคเลือดประมาณสามเท่า
แทงจึ๊กลงไป ก็เหมือนบริจาคเลือดนี่หว่า เจ็บตรงไหนง่ะ
ซึ่งหน้าตามันก็จะเป็นเหมือนเข็มปีกที่เค้าให้น้ำเกลือกัน
แต่เป็นตรงหลังมือ ก็จะค้างเอาไว้ เพื่อให้ฉีดยาทางนั้น
จะได้แทงเข็มทีเดียว ไม่ต้องแทงให้เจ็บหลายที
ก่อนจะฉีดน้ำเกลือเพื่อไล่เลือดออกไป
แล้วก็เข้าห้อง Surgery ใส่สายออกซิเจนด้วย
อลังการงานสร้างจริงๆ
คุณหมอก็มาคุยด้วยนิดหน่อย
หลังจากนั้นคุณพยาบาลพ่นยาชาให้ที่คอ
ซึ่งรสชาติมันเหียกมากๆ -”-
แล้วก็ฉีดยาสลบให้หนึ่งเข็มผ่านทางเข็มที่หลังมือนั่นแหละ
คุณพยาบาลบอกว่า ถ้าง่วงก็หลับไปเลยนะคะ
คุณพยาบาลอีกคนแซวว่า แล้วถ้าไม่ง่วงล่ะ
หลังจากคำนั้น เราก็เห็นภาพตรงชั้นวางของเป็นสองภาพซ้อนกัน
แล้วเราก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย คือ หลับไปเลยนั่นแหละ
ตื่นขึ้นมาอีกทีก็มาโผล่อีกห้องนึงแล้ว
ช่างเป็นความน่ากลัวของยาสลบจริงๆ
คือ เราไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน
ไม่รู้เลยว่ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างที่เราหลับไปบ้าง
แล้วมันออกฤทธิ์เร็วมาก แค่สามสิบวินาทีเองมั้งหลังจากที่ยาเข้าสู่ร่างกาย
น้องแม้วบอกว่า ก็นั่นแหละที่เค้าต้องการ
เค้าไม่อยากให้เจ๊รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างก็ถูกแล้ว
ระหว่างที่เราหลับ คุณหมอเค้าก็ส่องกล้องผ่านหลอดอาหารเข้าไป
ซึ่งมันแบบ เฮ้ย เราไม่รู้เรื่องเลยเนี่ย มีคนเอาอะไรแหย่เข้าไปในคอเรานะ
ตื่นมามีแต่อาการเจ็บคอนิดๆเหลืออยู่แค่นั้นเอง
แต่ก็ไม่ได้มึนงงกับยาสลบอะไรมากมาย
เคยได้ยินมาว่า บางคนตื่นมาแล้วยังงงๆอยู่หลายชั่วโมง
ก็คิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้น ยิ่งเค้าบอกไม่ให้เราขับรถทั้งวันด้วย
แต่พอตื่นมาแล้วนอนต่อไปสักครึ่งชั่วโมง
ก็เริ่มกระสับกระส่าย เปิดม่านขอพยาบาลออกไปแล้วอ่ะ
แบบว่าเบื่อแล้ว ให้นอนมากกว่านี้ไม่เอาแล้วนะ เมื่อย
ไม่ได้มึนงงอะไรมาก แต่เป็นอาการแบบเนือยๆมากกว่า
เป็นอาการปกติของคนที่ชอบทำตัวเซ็งๆเบื่อๆอ่ะ
เวลาเราเซ็งๆเบื่อๆ จะมีอารมณ์แบบนั้น
ทั้งหมดทั้งปวงนี่ราคาหมื่นห้านิดๆ
ถ้าประกันไม่จ่ายนี่คงคิดหนัก
แต่บริการยอดเยี่ยมสมราคาจริงๆนะ
โรงพยาบาลหลายที่ก็เริ่มตั้งราคาประมาณนี้
แต่บริการ ความสะดวก ความทันสมัย ความใส่ใจที่ได้
มันไม่เท่านี้อ่ะ เหมือนพยายามอัพเกรด แต่ยังอัพไม่ขึ้น
***
เมื่อวานที่เราไปยืนให้อาหารปลาที่ท่าน้ำ
เราเห็นปลาที่มารออาหารอยู่นั่น
ว่ายน้ำแบบนี้
ว่ายทวนน้ำเป็นทางเดียวกันทุกตัว
และไม่ได้ว่ายไปไหน ว่ายอยู่กับที่
ทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเราเกิดเป็นปลา
แค่อยู่กับที่ เราก็ต้องว่ายน้ำล่ะอ่ะ
ชีวิตลำบากจัง เป็นคนนี่อยู่กับที่ก็แค่นั่งเฉยๆ
ไม่ต้องใช้พลังงานอะไรเลย
แต่เป็นปลา แค่จะอยู่เฉยๆ ก็ต้องพยายามขนาดนี้
แล้วก็ได้แต่หวังว่า อาหารมันจะมาลงใกล้ๆให้ว่ายไปถึง
มองในอีกแง่หนึ่ง ก็มีคนบางคนที่แม้ตัวจะอยู่กับที่
แต่ใจว่ายน้ำเหมือนปลาพวกนี้ตลอดเวลา
เพราะว่าใจไม่เคยอยู่นิ่งพอที่จะพอใจในสิ่งที่มี
มีแต่ความไม่พอใจ และพยายามดิ้นรนหาสิ่งที่พอใจ
และก็จะว่ายน้ำเหมือนปลาพวกนี้แหละไปตลอดชีวิต
เพราะว่าว่ายไปก็อยู่กับที่ หาความพอใจไม่เคยเจอ
เจอบ้างก็บางทีที่มีคนโยนอาหารลงมาให้กิน
กินหมดก็หมดไป ว่ายต่อไปก็หวังจะได้เจออาหารข้างหน้าอีก
แต่ความพอใจมันไม่ได้มีอยู่ที่ต้นน้ำ กลางน้ำ หรือปลายน้ำ
ต่อให้พยายามว่ายไป ก็อาจจะเจอแค่ความพอใจชั่วครั้งชั่วคราว
เหมือนอาหารปลาที่เค้าโยนลงมาให้กิน
ปลามันอาจจะหยุดว่ายน้ำไม่ได้ไปทั้งชีวิต เพราะเกิดมาเป็นปลาแล้ว
แต่ตัวเราที่เป็นมนุษย์ จะทำให้ใจเป็นปลาไปทำไม
จะไปว่ายหาความสุขไปทั้งชีวิตให้เหนื่อยเปล่าๆทำไม
ในเมื่อความสุขมันไม่ได้อยู่ที่ไหน ไม่ได้อยู่ที่คนอื่น
แต่อยู่ในใจเราเองนี่แหละ
เวลาที่เราพอใจหรือไม่พอใจอะไร
ปกติเรามักจะมุ่งไปที่คนอื่น มุ่งไปที่ supply
มุ่งไปที่การตอบสนองต่อสิ่งที่เราต้องการ
ว่าสิ่งนั้น คนนั้นสามารถตอบสนองได้เท่าที่เราต้องการหรือไม่
ซึ่งปกติแล้วมันก็ได้มั่งไม่ได้มั่ง ใช่มั้ยล่ะ
พอไม่ได้ เราก็ว่ายน้ำออกไปหามันอีก
ว่าจะมีที่ไหน มีคนไหนที่ให้ได้อย่างที่ใจเราต้องการ
ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง
ความพอใจหรือไม่พอใจ มันมีตัวตั้งต้นอยู่
มันมีขีดของมันอยู่ในใจเรา ว่า ขีดมันอยู่ตรงนี้ล่ะ
ถ้าของภายนอกมันตอบสนองเราไม่ได้
การแก้ไขมันจะไปอยู่ที่ข้างนอกได้หรือ
ก็ต้องมองกลับมาข้างในแล้วว่า
ไอ่ในใจเรานี่มันงี่เง่าอยู่หรือเปล่า
มันกำลังต้องการเกินไปหรือเปล่า
มันตั้งขีดไว้สูงไปหรือเปล่า
หรือมันกำลังเล่นบทนางเอกให้คนเอาใจหรือเปล่า
แต่ไม่ได้ให้ไปโทษตัวเองนะว่า
ตัวเราเองนี่มันช่างต้องการเกินไป นิสัยไม่ดี
แต่ให้ดูว่า ตัวเราเองนี่แหละที่เป็นต้นเหตุของความไม่พอใจทั้งหมด
มันไม่ได้อยู่ที่ใครที่ไหนเลย
ถ้าจะหยุดว่ายน้ำหาความพอใจใส่ตัว
ก็ต้องหยุดลงที่ใจนี่แหละว่า
เราเห็นไหมว่าใจมันกำลังพุ่งออกไป
เราเห็นไหมว่าใจมันกำลังต้องการ
เราเห็นไหมว่าใจมันกำลังดิ้นรน
เราเห็นไหมว่าใจมันกำลังกระสับกระส่าย
แทนที่จะไปเห็นว่า ทำไมคนนั้นไม่ทำให้
ทำไมเราไม่ได้ ทำไมเราไม่มี ทำไมเค้ามี
คำถามพวกนี้ ทั้งชีวิตเราเคยตอบได้สักครั้งไหม
แล้วเราเคยได้คำตอบที่มันทำให้เราหยุดได้บ้างไหม
ถ้ามันไม่เคย ทำไมเราไม่เคยหยุดถามมัน
ทำไมเราไม่เคยหาทางอื่นเป็นทางเลือกในชีวิตเรา
ถ้าการทำอะไรในทุกวันนี้ มันทำให้เราไม่มีความสุข
ทำไมเราไม่กล้าเดินไปทางอื่น
ทำไมเราไม่กล้าเลือกเส้นทางอื่น
ทำไมเราไม่กล้าลองสิ่งใหม่
เพราะเรากลัวไงล่ะ เรากลัวว่ามันจะไม่ใช่เรา
เรากลัวว่าเราจะสูญเสียความเป็นตัวเราไป
ถ้าทำแบบนั้นมันก็ไม่ใช่เราน่ะสิ
ถ้าทำแบบนี้มันก็ไม่เหมือนที่เคยทำมา
ถ้าไม่กล้าเปลี่ยน เราก็จะไม่มีวันเปลี่ยน
สิ่งที่เคยเจอเป็นอย่างไร ก็จะเป็นอย่างนั้นอยู่เช่นเดิม
ป.ล. เสาร์อาทิตย์ช่างหายไปอย่างรวดเร็ว
แต่มีมากกว่านี้ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรเหมือนกัน
About this entry
You’re currently reading “ ประสบการณ์ Surgery กับ ใจที่เป็นปลา ,” an entry on Mink’s Memoir
- Published:
- 7.27.08 / 8pm


3 Comments
Jump to comment form | comments rss [?] | trackback uri [?]