มากกว่าตาดู หูฟัง

เมื่อวานเราไม่ได้ตั้งใจจะกลับมาดูพิธิเปิดโอลิมปิกเท่าไหร่
แต่กิ๊กเค้าตั้งใจมากๆในการดู

ไปนั่งดูกับกิ๊ก จอใหญ่ๆ แต่ออนไลน์คุยกัน ทำไม -”-

เราเห็นหลายคนวิจารณ์แบบไม่ค่อยชอบพิธีเปิด
อาจจะคาดหวังจากจางอี้โหมวมาก
บอกว่าธรรมดาเกินไป อะไรทำนองนั้น

แต่เราชอบนะ เราประทับใจ มันมีพลัง
ไม่ได้ดูด้วยตา ฟังด้วยหูอย่างเดียว
ถ้าใช้ใจดู เราจะสัมผัสรายละเอียด ความตั้งใจ
และพลังอันยิ่งใหญ่ของคนจีนได้จริงๆ

เหมือนว่าครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญที่จีนจะได้ประกาศให้โลกเห็น
ว่าประเทศจีนเป็นอย่างไร คนจีนเป็นอย่างไร
โลกอาจจะมองว่าจีนไม่เป็นประชาธิปไตย
จีนปิดประเทศ จีนไม่แฟร์ จีนไม่โปร่งใส อะไรก็ตามแต่

พิธิเปิดโอลิมปิกเป็นสิ่งที่จีนอยากจะบอกโลก
ว่าจีนมีอารยธรรมมานานกว่าใคร จีนมีคนที่ภูมิใจในความเป็นจีน
คนจีนมีความสามารถขนาดไหน
โดยไม่จำเป็นต้องให้โลกปัจจุบันมาตัดสินจีนหรอก

เหมือนเด็กอายุ 20 ไปตัดสินการกระทำของคนอายุ 60 อ่ะ มันไม่ใช่ๆ

แล้วจีนก็ตั้งใจมากในการทำงานแต่ละชุด แต่ละอย่างที่ออกมา
อาจจะไม่ออกมาอลังการดาวล้านดวง
ซึ่งจีนก็ไม่ได้เลือกโชว์เทคโนโลยีทั้งๆที่จะทำก็ทำได้
แต่เลือกโชว์ความเป็นจีน ทั้งวัฒนธรรม ทั้งคน

เป็นพิธิเปิดที่มีมิติมากๆ ดูเหมือนธรรมดาแต่มีความหมาย
ดูเหมือนง่ายแต่ทำได้ยาก

เราติแค่เรื่องความปลอดภัยของนักแสดงแค่นั้นเอง
เพราะเรารู้สึกว่า บางโชว์มันหวาดเสียวไปหน่อย
ตอนจุดคบเพลิง หลี่หนิงก็อยู่ใกล้จุดที่จุดคบเพลิงมากไปหน่อย
ไฟมันลุกน่ากลัวมากๆ

แต่มีบัวหิมะก็คงไม่กลัวกันมั้งเนี่ย

แล้วเราก็เข้านอน ปล่อยให้คนอื่นเค้าเม้ากันต่อ
เพราะว่าวันนี้ไปกราบหลวงอามา

ไม่รู้ทำไมต้องวันนี้ แต่ว่าอยากไปก็เลยไป
คนเยอะมากๆ รอบนี้ไม่มีที่จอดรถเหลือเลย
คนก็เยอะเต็มห้อง ต้องไปแทรกตัวอยู่ริมห้อง

เราแวะสตาร์บัคเหมือนเคย แม้ว่าจะแพงขึ้น
แต่เราก็ยังซื้ออยู่ดี เพราะว่าไม่งั้นเราจะหิวเกินไป
อย่างอื่นก็ไม่อยากกินตอนไปกราบหลวงอาด้วย

ระหว่างนั่งอยู่ในสตาร์บัค
เราก็รู้ตัวขึ้นมาว่า ความสุขที่เราเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้เกิดจากอะไร
ที่เขียนครั้งที่แล้วเราไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร
รู้แต่ว่ามันมี มันเกิดขึ้นมา แล้วก็เป็นผลจากภาวนาแน่ๆ

มันเกิดจากการที่เรารู้ว่าทุกข์ สุข มันไม่ใช่เรา
ถ้ามันไม่มีเรา แล้วใครจะรับทุกข์ รับสุขนั้น
พอเราไปรู้ตรงนั้น ทำให้เรามีความสุขจากช่องว่างระหว่างตัวตนกับทุกข์และสุข
เป็นความสุขที่เกิดจากการหลุดออกมาเห็นว่า
ทุกข์สุขในโลกนี้มันก็เท่านั้น ถ้าตัวเราไม่ไปแบกไว้

ก็เลยกลายเป็นความสุขที่ไม่สามารถจินตนาการได้
ไม่มีใครรู้นอกจากเดินมาในเส้นทางนี้เท่านั้น

แล้วหลวงอาก็พูดเรื่องนี้ออกมาในห้องด้วย
แม้เราจะไม่ได้ยกมือถามก็ตาม
ว่าเมื่อไม่มีเราแบกทุกข์สุขไว้ แล้วใครจะทุกข์จะสุข

บางครั้งก็รู้สึกอยากส่งการบ้าน
แต่ว่าก็เกรงใจหลวงอา และมีคนอื่นที่อยากส่งอีกเยอะแยะ
อีกอย่างคือ เราก็มีพี่ตุลย์ให้ส่งอารมณ์ได้
แล้วพี่ตุลย์ก็เพิ่งแนะนำมาเอง
ก็ไม่อยากจะกวนหลวงอาเพิ่ม ทั้งๆที่เรามีการบ้านให้ทำต่อแล้ว

เมื่อก่อนเคยส่งการบ้านหลวงอาหลายที หลวงอาจะบอกว่า ทำต่อไปเสมอ

ซึ่งทุกครั้งเราก็พบว่า ก็ต้องทำต่อไปนั่นแหละ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น
แล้วมาป่านนี้แล้วคงไม่หลุดหลงทางไปไหนแน่ๆ

เคยบอกครูบาป๋องว่าเกรงใจหลวงอา อยากให้คนอื่นได้ส่งก่อน
ครูบาเปรยว่า ต้องเอาตัวรอดก่อนนะ

แงม

ป.ล.1 รายละเอียดโครงการทำบุญนะคะ
มีทั้งบริจาคให้เด็กกำพร้าหญิง และเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน
และโครงการโรงทาน หนังสือธรรมะ ที่คั่นหนังสือ
ยังติดตามได้ที่ไดหน้านี้ค่ะ
http://www.digitalinstinct.com/memoir07/archives/544

อัพเดทยอดอยู่ที่
เด็กกำพร้าหญิง = 2750
เด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน = 2750
โรงทาน = 1750
หนังสือธรรมะ = 750

ป.ล.2 เหมือนจะไม่สบายวันก่อนตามกิ๊กไป
แต่ตื่นมาก็ลืมไปแล้วว่า เมื่อคืนเหมือนจะไม่สบาย
(หลังจากอัดวิตามินซี และไทลินอลก่อนนอนไป)

ป.ล.3 ส่งคนไปหาหมอพีร์มา หมอพีร์บอกว่า รู้จักเราแล้วมาหาหมอพีร์ทำไม
ก็ดูกรรมย้อนหลังไม่เป็นนี่นา อีกอย่างคือ พอรู้จักกันแบบเพื่อนก็ไม่ค่อยฟังกัน
ต้องส่งไปให้หมอพีร์พูดสักที แล้วค่อยกลับมาถึงจะพอไหว

ป.ล.4 ยังไม่ได้บรรลุธรรมอะไรนะ บอกไว้ก่อน เดี๋ยวจิ้นกันไปไกล

ป.ล.5 วันนี้เจอคนคนหนึ่งซึ่งคิดว่าเค้าเป็นโสดาบันแล้ว
เห็นเค้าทาเล็บสีดำ เราก็ไปเพ่งโทษเค้าเลยว่า เอ๊ะ ทำไมทา
แล้วย้อนมาดูตัวเองเลยว่า ก็ที่คนอื่นเค้ามองเราก็แบบนี้แหละ 555
(ขนาดเค้าไม่แต่งหน้า ใส่ชุดขาวแล้วด้วยนะเนี่ย จิตเรานี่มันน่าเตะจริงๆ)

ป.ล.6 จะมีป.ล.อีกมั้ยเนี่ย เยอะจังวันนี้


About this entry