ก็อยู่อย่างนั้น

ตอนที่เข้ามาทำงานใหม่ๆ เรารู้จักพี่คนหนึ่ง
แล้วเราก็รู้สึกว่า ทำไมพี่เค้าไม่ค่อยสนใจเราเลย
เมินเฉยกับเราตลอดเวลา

ตอนนั้นก็คิดว่า เอ๊ะ หรือเราทำอะไรให้เค้าไม่ชอบใจ

แต่ก็ไม่ได้คิดมากอะไร คิดว่า เดี๋ยวก็คงดีขึ้นแหละ เรายังใหม่

มารู้ทีหลังว่า จริงๆแล้วพี่เค้าหูไม่ค่อยได้ยิน
เค้าใช้วิธีอ่านปากเอา เพราะงั้นการเรียกชื่อเค้า ทักเค้าด้วยเสียง
จะไม่มีผลอะไรเลย เลยทำให้เรารู้สึกว่า เค้าก็เมินเฉยใส่เรา

ที่แท้คือ เค้าไม่ได้ยินเราเลยนั่นเอง

พอรู้ก็เลยเข้าใจเค้ามากขึ้น
บางครั้งเราพยายามจะคุยกับเค้า แต่เค้าเดินหนีไปเลย
เหมือนเราพูดคนเดียว เราก็รู้สึกแค่ขำๆ อะไรแบบนั้น
เพราะเรารู้ว่าเค้าไม่ได้ยินเรา

ต้องปรับแทคติคด้วยการจับตัวเค้าเวลาจะทัก
หรือมองหน้าเค้าแล้วพูดช้าๆให้เค้าจับปากเอา

พักเรื่องนี้ไว้ก่อนนะ ฟังอีกเรื่องหนึ่ง

เมื่อวันก่อนเจสบอกว่า วันศุกร์นี้ให้มารับได้ไหม
เพราะว่ามีของบริจาค 2 ถุงใหญ่ ต้องขนกลับ
เราก็อืมๆ ไว้เดี๋ยวไปรับ

เมื่อวานนี้เจสก็ขนกลับมาเอง เราก็เลยถามว่า
แล้วขนกลับมายังไง เจสบอกว่า พี่หมีช่วยขนให้

กีบบอกว่า พี่หมีนี่ช่างเป็นผู้ชายที่น่ารักและน่าสงสารในเวลาเดียวกัน

ในความรู้สึกพวกเรา รู้สึกว่า พี่หมีนี่น่าสงสาร
เพราะต้องมาเป็นทาสรองรับพวกเรา (ไม่เฉพาะเจสหรอก)
พี่หมีเค้าก็น่ารักแบบของเค้าอยู่แล้วล่ะ
แต่การที่จะต้องมาทำอะไรแบบนี้ให้ ก็รู้สึกว่า น่าสงสารจริงๆ

เราเลยจิ้นว่า ถ้าเกิดว่าเป็นผู้หญิงคนอื่น
ที่แฟนมาทำให้แบบนี้ เค้าจะรู้สึกอย่างไร

แล้วก็แตกต่างกันไปตามจริตนิสัยของแต่ละคน
บางคนอาจจะรู้สึกว่า โอ๊ย น่ารักที่สุด รักแฟนจังเลย
บางคนอาจจะรู้สึกว่า ทำไมไม่รู้จักมาทำให้ก่อนหน้านี้ น่าจะรู้อยู่แล้ว

ทั้ง 2 เรื่องมีความเหมือนอยู่อย่างหนึ่งคือ
การที่เราจะรู้สึกกับสิ่งอะไรก็ตามในโลกนี้
มันอยู่ที่การที่เราเอาความเห็นของเราไปวางไว้ตรงไหน
ไม่ได้แปลว่า โลกนี้เป็นอย่างไร หรือคนอื่นเป็นอย่างไร

เรื่องแรกนั้นเป็นเรื่องของเราคนเดียว
เราที่รู้ และไม่รู้ ว่าพี่เค้าหูไม่ได้ยิน
ก่อนที่เรารู้ เราทำแบบหนึ่ง เรารู้สึกแบบหนึ่ง
แต่หลังจากที่เรารู้ เราก็ทำอีกแบบหนึ่ง รู้สึกอีกแบบหนึ่ง
ทั้งๆที่พี่เค้าก็หูไม่ได้ยินอยู่แบบนั้นแหละ ไมได้เปลี่ยนไป
ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรม

มีแต่ตัวเราที่เปลี่ยนการรับรู้ของเราไปและปรับพฤติกรรมเข้าหาเค้า
เพื่อที่เราจะสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กับเค้าให้ดีขึ้น

การที่คนเมินเฉยกับเรานั้น มีสาเหตุประมาณล้านแปด
นี่เป็นครั้งแรกที่เจอว่าเป็นเพราะสาเหตุทางร่างกาย
และคงมีอีกหลายสาเหตุที่เราจะไม่รู้เลยไปตลอดชีวิต

ความจริงแล้วลองถามตัวเองว่า
ทุกคนบนโลกนี้จะรักเราหมด เห็นเราสำคัญหมดได้ไหม
ถ้ามีคนสักคนหนึ่งที่ไม่รักเรา เมินเฉยใส่เรา
ก็ไม่ได้แปลว่า เราดีน้อยลง เราสำคัญน้อยลง
แต่เราเองต่างหากที่ให้ความสำคัญตัวเองมากไป

คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ
ไม่รู้คนสมัยนี้ยังจำคำพังเพยสมัยก่อนได้บ้างไหม

แม้แต่พระพุทธเจ้าที่เราว่าท่านดีที่สุดแล้ว
ก็ยังมีคนเกลียด นับประสาอะไรกับคนธรรมดาๆอย่างเราล่ะ

เรื่องที่ 2 นี่เป็นเรื่องของสิ่งเดียวกันที่เกิดขึ้น
แต่แต่ละคนรับรู้ไม่เหมือนกัน
บางคนก็อาจจะรู้สึกธรรมดา
บางคนก็รู้สึกดีอย่างสุดขั้ว
บางคนก็รู้สึกแย่เพราะอยากได้มากกว่านี้

ทั้งๆที่คนคนนั้นทำสิ่งเดียวกันแท้ๆ

แต่ใจเราไปตั้งต้นไว้ต่างกัน ตามจริตนิสัยแต่ละคน
หรือตามสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวในขณะนั้น

บางคนอาจจะเพราะเป็นช่วงฮันนีมูน ทำอะไรก็ได้ ดีหมด
บางคนก็เฉยๆ เพราะว่า รู้สึกว่าก็ต้องทำให้อยู่แล้ว take it for grant
หน้าที่แฟนกันก็ต้องทำแบบนี้แหละ
บางคนก็ให้ความสำคัญตนมากจนรู้สึกว่า ทำไมไม่มาให้เร็วกว่านี้
ทำไมต้องให้พูดให้บอกถึงจะมาทำให้
บางคนอาจจะเพราะเป็นนิสัยส่วนตัวที่มองโลกในแง่ร้าย
ไม่เคยพอใจอะไรในตัวเอง ใครทำอะไรให้แค่ไหนก็ไม่พอ

ลองแค่เห็นไปตามจริงๆว่า
นี่นะ มีคนมาช่วยเหลือเรา เราก็อภิเชษฐ์น้ำใจเค้า
ไม่ต้องไปใส่เครื่องปรุงอะไรให้มันเกินเลยไป
หรือไปจิ้นหน้าจิ้นหลังว่า น่าจะเป็นอย่างนั้น ควรจะเป็นอย่างนี้

ป.ล.1 ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเป็นแบบนี้มาตลอดหรือเปล่า
หรือว่าเพิ่งมาเห็นช่วงนี้ก็ไม่รู้ว่า เราทำอะไรก็ตาม
เพื่อสนองอัตตาเราทั้งนั้นเลย ดูอวดเบ่งยังไงชอบกล

ป.ล.2 กำลังคิดว่า ไม่อยากสอนธรรมะใครล่ะ
เพราะว่าอัตตายังทะลุทะลวงเสียขนาดนี้ ไม่ไหว ไม่เป็นกลางเลย
ขอดูตัวเองไปก่อนดีกว่า แต่ที่เขียนในไดนี่เราไม่เคยคิดจะสอนนะ
แต่เขียนว่าเราเจออะไร และคิดอะไรบ้างในแต่ละวัน

ป.ล.3
อัพเดทยอด

เด็กกำพร้าหญิง = 4550
เด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน = 4550
โรงทาน = 4050
หนังสือธรรมะ = 2550
ที่คั่นหนังสือ = 300

รายละเอียดโปรเจคต่างๆ ก็ตามข้างล่างนี้
สนใจรายละเอียดและอยากร่วมบุญด้วยก็ได้เลยค่ะ
http://www.digitalinstinct.com/memoir07/archives/544

โปรเจคเด็กกำพร้าหญิงปิดรับเงินแล้วนะคะ
เดี๋ยวจะไปซื้อของพรุ่งนี้แล้วส่งไปรษณีย์ไป
ส่งเสื้อผ้ากับรองเท้าที่ได้รับบริจาคจากกีบไปแล้ว
หนักมากๆ อนุโมทนากับกีบด้วย

โปรเจคอื่นๆยังคงเปิดรับต่อไปเรื่อยๆ
ยังรับบริจาคอยู่ ตามกำลังศรัทธาค่ะ


About this entry