วันที่ 1: กรุงเทพฯ-สิงห์บุรี-อุทัยธานี-วัดท่าซุง-วัดอุโบสถาราม-วัดสังกัสรัตนคีรี-Avatar resort
สามวันที่ผ่านมาไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ
แล้วก็รู้สึกดีใจที่ไม่ได้อยู่ด้วย
ไม่รู้จะช้าไปหรือเปล่า ถ้าจะขอเก็บเรื่องการเมืองไว้ก่อน
ใครอยากอ่านก็รอไปจนกว่าเราจะอัพทริปเสร็จแล้วกัน
เพราะจริงๆแล้ว เรายังมีอะไรอย่างอื่นในชีวิตที่ควรให้ความสำคัญเหมือนกัน
ศุกร์เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาไปเที่ยวอุทัยธานี
พอบอกใครเค้าก็ถามว่า อุทัยฯมีอะไรเที่ยว
ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกัน เราตามกิ๊กไป
ออกเดินทางเช้าวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันที่เรารู้สึกว่า
It’s really not my day
มีอะไรที่ไม่ได้ดั่งใจเราหลายอย่าง
ทำให้รู้สึกหงุดหงิดมากๆ
รวมไปถึงว่า ช่วงนี้เราภาวนาไม่ได้เลย
เพราะฟุ้งซ่านจากเหตุการณ์บ้านเมือง
(เป็นคนแบบนี้แหละ ชอบข่าวพวกนี้ ขอเกาะติด)
ก็เลยยิ่งไปกันใหญ่
แต่ด้วยความที่รู้ตัวว่า เป็นสาวโสดวัย 30
บ่นและงุ้งงิ้งได้แค่พองาม ห้ามมาก ไม่น่ารัก
ค่อยๆแก้ไปทีละข้อที่ละจุด แล้วเราก็ไม่ยอมแพ้หรอก
ความจริงแล้วปัญหามันนิดหน่อยแค่นั้นแหละ
แต่เราหงุดหงิดซะเรื่องใหญ่
ออกเดินทางจากบ้าน 10 โมง มีเจส น้องอิ้
แล้วก็ไปรับพี่หมีที่เทสโกเลียบทางด่วน
ไปซื้อของทำสังฆทานกัน ตั้งใจทำสังฆทานไประหว่างด้วย
หลังจากนั้นก็วิ่งเส้นวิภา มุ่งหน้าไปอยุธยา
ตั้งใจจะไปแวะที่สิงห์บุรีกินข้าวเที่ยง
ให้พี่หมีมาขับให้ ได้นั่งน้องอิปป้งข้างหลังซะที
ใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียวจาก ถ. วิภาวดี
ก็ไปถึงสิงห์บุรีแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเร็วแบบนี้
แวะร้านกุ้งเผาทองชุบ ที่ร่ำลือกันในพันทิบเรื่องกุ้งแม่น้ำตัวโต
วิวแม่น้ำอะไรหว่า ตรงสิงห์บุรีนี่ไม่รู้ว่าเป็นแม่น้ำสะแกกรังเหมือนกันหรือเปล่า
เพราะบางทีแม่น้ำเดียวกัน ไหลผ่านแต่ละจังหวัดก็ชื่อไม่เหมือนกัน
สมัยเด็กๆเรียนภูมิศาสตร์นี่จำได้แม่นเลยนะ
พอคิดย้อนกลับไปก็รู้สึกว่า แหม เด็กๆนี่ทำไมช่างจำขนาดนั้นไม่รู้
มาดูเมนูอื่นๆกันก่อนไปถึงไฮไลท์
ทอดมันปลากราย หนุบๆ หนับๆ เหนียวดี เนื้อปลากรายเยอะ
ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม ที่กรอบทั้งตัวเลย
กินกับน้ำจิ้มที่ทำจากกระเทียม น้ำส้ม พริกป่น แล้วอร่อยแปลกๆดี
จะสั่งเชิงปลากราย แต่ไม่มี
ต้มยำปลาคัง ปลาคังเนื้อเหนียวๆ มันนิดๆ ชอบล่ะ
แล้วก็มาที่ไฮไลท์ กุ้งโลละ 900 ตัวละ 300 สั่งมา 4 ตัว
ใหญ่เท่านี้
แกะออกมาเป็นแบบนี้
เวลาแกะกุ้งแม่น้ำก็มีเทคนิคเหมือนกัน
คือ แกะหัวด้านบนให้หลวมก่อน ถ้าเอาออกได้ก็เอาออกเลย
ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คาไว้งั้น ส่วนหัวด้านล่างแกะออกมาเลยไม่ได้
เพราะมันเชื่อมต่อกับเปลือกกุ้ง
จึงต้องแกะเปลือกกุ้งออกหนึ่งข้อ แล้วหัวด้านล่างจะหลุดออกมาง่ายๆ
ทีนี้ก็เทมันลงในข้าว แล้วก็แกะเนื้อส่วนหัวด้านบนออก
แล้วค่อยแกะกุ้งทั้งตัว แค่นี้เอง ไม่กระเด็นกระดอน ไม่เลอะเทอะ
กุ้งใหญ่ที่นี่ตัวใหญ่จริง แต่รสชาติไม่ผ่าน ISO
มันเยอะจริง แต่รสชาติไม่มันเท่าไหร่ รสแปลกๆอีกต่างหาก
ส่วนเนื้อกุ้งไม่สด มีกลิ่นล่ะ เพราะเป็นกุ้งเลี้ยง
หนูว่าแม่เลี้ยงหนูดีเกินไปนะ ทำให้กินกุ้งแม่น้ำเลี้ยงไม่อร่อย
เหมือนที่กินปลาช่อน ปลาดุกเลี้ยงไม่ได้แบบนั้นน่ะ
ต่อมรับรสชาติเลยถูกสปอย ต้องกินแต่อะไรธรรมชาติๆแบบนั้น
ในพันทิบเราเห็นบางคอมเมนท์บ่นเรื่องความสด
และการเก็บรักษากุ้งของที่นี่เหมือนกัน เราว่าคงจริงที่เค้าเก็บกุ้งไม่ดี
(แต่เราไมเห็น พยายามมองหาเหมือนกัน)
ออกจากร้านทองชุบแล้วก็ไปถวายสังฆทานตรงนั้นแหละ
เจ้าอาวาสชวนคุยนานมาก ทำให้เรารู้สึกว่า
จริงๆแล้วตามต่างจังหวัดนี่ วัดยังเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
เด็กเกเรอย่างไร ถ้าพระพูด ถ้าพ่อแม่รู้จากพระ
เด็กก็ยังคงกลัวอยู่เหมือนกัน ไม่เหมือนเด็กในเมือง
พ่อแม่ก็จะมาเล่นงานครูอาจารย์เอาน่ะสิที่ไปว่าลูกเค้า
เสร็จแล้วก็ออกเดินทางผ่านไปชัยนาท เข้าตัวเมืองอุทัยฯด้วยแพขนานยนตร์
จำได้ว่าเด็กๆเคยขึ้นแพแบบนี้หลายครั้ง แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ และไปไหน
ขึ้นแพนี้เพื่อไปวัดท่าซุงก่อน
ไม่เคยรู้เลยว่าวัดท่าซุงจะอลังการงานสร้างขนาดนี้
เมื่อก่อนเคยรู้ว่าเป็นวัดดัง วัดใหญ่ แต่ไม่คิดว่าขนาดนี้
มณฑปแก้ว
ลองเสี่ยงเซียมซีดู เล่นๆ
ให้เดาว่าของใครอันไหน
แวะไปให้อาหารปลาหน่อยนึง
ปลาที่นี่แออัดกว่าที่พุทธมณฑลอีก ขนลุก
แอบถ่าย
อันนี้เป็นไฮไลท์ วิหารแก้ว 100 เมตร
ตอนแรกทุกคนก็เข้าใจว่า อีก 100 เมตรคือ วิหารแก้ว
แต่จริงๆแล้วคือ วิหารแก้ว ยาว 100 เมตร
ตอนเดินเข้าไปนี่ถึงกับงง
เพราะไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นงานแบบนี้ในเมืองไทย
ให้ความรู้สึกเหมือนโบสถ์เมืองนอกน่ะ
ที่เค้านิยมทำใหญ่ๆ ประดับกระจกสีอลังการๆ แบบในยุโรป
ความรู้สึกเดียวกันเลย
เดินแล้วแอบเวียนหัว สะท้อนกันไปกันมา หาพระพุทธรูปไม่เจอ
เราก็เลยมารู้สึกว่า จริงๆแล้วที่เมืองไทยไม่นิยมทำโบสถ์ใหญ่ๆแบบศาสนาอื่น
คงเป็นเพราะว่า ถ้าโบสถ์ใหญ่ พระต้องใหญ่ตาม
ถ้าพระไม่ใหญ่ตามโบสถ์ พลังจากพระพุทธรูปจะไม่พอ
ศาสนาเราไม่เหมือนศาสนาอื่น ตรงที่ทุกอย่างย้อนเข้าที่ตัวเรา
ไม่ได้อยู่ที่คนอื่น พรรคพวก ความอลังการ เพื่อสร้างศรัทธาขึ้น
แต่ศรัทธาอยู่ที่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
พอโบสถ์ใหญ่ๆ อลังการมากๆ ศรัทธาตรงนั้นเลยเบาลงไป
เหมือนเราเข้าไม่ถึงพระรัตนตรัยเวลาอยู่ในนั้น
แต่โดนเบนความสนใจไปที่อื่นแทน
หาเจอมั้ย ใครเป็นใคร เงยหน้าถ่ายหลังคา สะท้อนกันขนาดนี้
ที่นี่มีช่วงเวลาเปิดด้วย ช่วงเช้าจำไม่ได้ แต่ช่วงบ่ายอยู่ที่ 14.00-16.00
ไปก่อนหรือหลังจากนั้นก็จะเข้าไม่ได้แล้ว
ดูเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมากกว่านะนี่
ปราสาททองที่ยังสร้างไม่เสร็จ
ปิด 4 โมงเหมือนกัน แต่เราขอถ่ายรูปอีกหน่อย
เสร็จแล้วก็ไปต่อกันที่วัดสังกัสรัตนคีรี
ของเล่นใหม่ พี่หมีเอามาให้ลองใช้ ซึ่งเวิคมากเลย ชอบ
ถ้าไม่มีน้องหมาดำนี่คงหลงยิ่งกว่านี้ (แปลว่ายังหลงอยู่)
น่าจะคุ้นๆกันนะ งานตักบาตรเทโวที่ดังๆเลย
ตอนมาถึงข้างล่างก็มองขึ้นไป
มีใครบางคนคงคิดจะเดินขึ้นไปเหมือนกัน
ฉันก็มองๆอยู่ เพราะมันไม่ร้อน
แต่รู้ว่าเหนื่อยแน่ เพราะเคยปีน Batu cave มาแล้ว
ถ้าไม่เคยคงคิดว่าตัวเองไหวแน่นอน
สี่ร้อยกว่าขั้นเอง อะไรงี้ ไม่ประมาณตน
พระท่านบอกว่า มีทางขึ้นอีกทาง ขึ้นไปดูข้างบนได้
เราเลยขับวนไปอีกทางหนึ่ง
เห็นเมืองอุทัยฯทั้งเมืองเลย
ดูสงบเงียบเรียบร้อยดีนะ ไม่มีตึกสูงเลย
เก็บรูปน้องอิปป้งตอนออกทริป เผื่อไปแปะห้องรัชดา อิอิ
ท้องฟ้าแปลกๆอีกแล้ว
ดูจิๆ หน้าตลาด
พอมองมาตรงข้าม เป็นแม่น้ำสะแกกรัง
เราจะข้ามไปวัดอุโบสถาราม ฝั่งโน้น
ชีวิตริมน้ำสะแกกรัง
วัดอุโบสถาราม สมัยก่อนเป็นที่รับเสด็จรัชกาลที่ 5
โบสถ์ที่มีลายภาพเขียนเก่า
(แต่คิดว่าได้รับการบูรณะใหม่แล้ว)
ข้างในมีพระพุทธบาทด้วย … แล้วทำไมคนไม่ค่อยรู้เนี่ย
ถ่ายภาพตีฟอีกละ ไม่รู้เป็นไง
ธรรมด้า ธรรมดา แต่เป็นรอยพระพุทธบาทนะเออ
เป็นจังหวัดที่ โอ้ย เหมือนไม่มีอะไร
แต่แอบมีของแบบนี้อยู่เงียบๆ ไม่มีคนสนใจ
มองจากฝั่งนี้กลับไปก็เห็นตลาดแบบเก่าๆ
จริงๆเราอยู่ในยุคสมัยที่ต่างกันนะ
แค่อยู่กันคนละที่ก็ทำให้ยุคต่างกันแล้ว
อย่างตลาดแบบนี้ เป็นตลาดแบบ 10-20 ปีก่อนแถวบ้านฉัน
บางจุดยังมีอารมณ์แบบนี้อยู่เลย
ในขณะที่กรุงเทพฯไม่เหลืออะไรแบบนี้แล้ว
แล้วก็เริ่มมืด เราเลยมุ่งหน้าเข้าที่พักดีกว่า
เราจะไปพักกันที่ อวตาร รีสอร์ท ที่อ. บ้านไร่
ห่างจาก อ.เมืองนี่แค่ 70 โลเองงง
ฟ้ามืดงี้เลย แล้วฝนก็ตกตลอดทาง
สาวๆบ่นกระปอดกระแปดตลอดทาง
กับฝีมือขับรถระหว่างฝนตกของพี่หมี
ควรปรับปรุงด่วน (บ่น แต่ก็ให้ขับ ก็ขี้เกียจง่ะ)
ไปถึงที่พักทุ่มนึง มืดมากๆ
ทางเข้าไฟไม่พอเลย ทำให้เราจะหลงไปหลายที
น้องอิปป้งเลยลุยโคลนดินแดงซะเละเทะ
แนะนำว่า ถ้าใครจะมาที่นี่ พยายามมาก่อนค่ำเป็นดี
เพราะว่าถนนไม่มีไฟเลย แล้วเงียบมาก ไม่มีคน
ถ้าราคาถูกกว่านี้ คงเหมาะกับการปลีกตัวมาภาวนาอยู่เหมือนกัน
เนื่องจากมาถึงดึกแล้ว เลยถ่ายรูปในห้องให้ดูก่อน
ส่วนข้างนอกจะให้ดูพรุ่งนี้ต่อแล้วกัน
กุญแจห้อง ห่อมาแบบนี้
ก็เก๋กู้ดดี แต่ว่าไม่เข้ากะคอนเซปท์ที่นี่สักหน่อย
เตียงคิงไซส์ที่นอนกลิ้งไปมาสองคนก็ยังไม่เจอกัน
ที่นั่งเล่น แต่ไม่ได้ใช้เลย เอาไว้วางของ
มินิบาร์
มีมะม่วงให้ด้วย อร่อยดี แต่ทำไมมีวันเดียวล่ะ
ในห้องน้ำ อ่างล้างหน้า
ที่อาบน้ำกลางแจ้งเลย
ถ่ายมาชัดสุดมีแค่นี้ ลืมไปว่ายังถ่ายมาไม่ชัด
หวังว่ากล้องคนอื่นจะมี
มันก็มีเอกลักษณ์ดีนะ กับที่อาบน้ำกลางแจ้ง
เมื่อก่อนก็เขินๆ โล่งๆไงไม่รู้
หลังๆเริ่มชิน เพราะเดี๋ยวนี้ที่ไหนๆก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น
แต่ว่าเค้าน่าจะมีทางเลือกให้แขกบ้าง
เพราะวันที่เราไปนี่ฝนตก
ครือ… แล้วจะให้อาบน้ำกลางสายฝนหรือยังไง
ซึ่งสุดท้ายก็ต้องอาบแบบนั้นแหละ ไม่มีทางเลือก
อิฉันก็โก๊ะขนาดอาบน้ำเย็นไปด้วยอีกต่างหาก
เพราะว่าใครเค้าเอาปุ่มน้ำร้อนไว้ขวามือบ้างเนี่ย ไม่รู้นี่นา
มื้อเย็นเราก็กินกันที่รีสอร์ท แต่ไม่สามารถถ่ายรูปได้
ขอแก้มือพรุ่งนี้แทนแล้วกัน
ป.ล.1 อัพเดทยอด
เด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน = 6964
โรงทาน = 4050
หนังสือธรรมะ = 4650
ที่คั่นหนังสือ = 300
รายละเอียดโปรเจคต่างๆ ก็ตามข้างล่างนี้
สนใจรายละเอียดและอยากร่วมบุญด้วยก็ได้เลยค่ะ
http://www.digitalinstinct.com/memoir07/archives/544
งบของหนังสือธรรมะสรุปออกมาแล้ว คือ ประมาณ 9000 บาท
ยังเปิดรับอยู่จนถึงเดือนกันยานะ
ป.ล. 2 ตอนนี้ขอแรงกำลังคนอ่านไดเราทุกคน
ช่วยทำแบบสอบถามอันนี้ที เป็นของน้องแม้ว
ช่วยหน่อยนะ เด็กน้อยตาดำๆจะได้เรียนจบ
ไม่มีเงินลงทะเบียนเทอมต่อไปแล้ว
http://www.esurveyspro.com/Survey.aspx?id=79c1212b-1aa6-4deb-8a2c-e425529be564
About this entry
You’re currently reading “ วันที่ 1: กรุงเทพฯ-สิงห์บุรี-อุทัยธานี-วัดท่าซุง-วัดอุโบสถาราม-วัดสังกัสรัตนคีรี-Avatar resort ,” an entry on Mink’s Memoir
- Published:
- 8.29.08 / 11pm

































































2 Comments
Jump to comment form | comments rss [?] | trackback uri [?]