เชื่อหรือไม่

ใครเชื่อว่าผีมีจริงบ้าง ยกมือขึ้น

ใครเชื่อว่าไม่มีจริงบ้าง ยกมือขึ้น

ใครเชื่อว่าไม่มี แต่กลัวมากๆ ยกมือขึ้น

ใครเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ไม่กล้าลบหลู่บ้าง ยกมือขึ้น

ให้เดาเลยว่า ข้อสุดท้ายคนจะยกมือเยอะที่สุด

เราเพิ่งผ่านตากับเรื่องราวที่มีคนเคยเจอผีมา
แล้วความน่าสนใจของมันอยู่ที่
คนส่วนมาก แม้จะเจอมาแล้วก็เถอะ
ก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอยู่ดี

คนส่วนมากไม่กล้าฟันธงกับอะไรๆที่พิสูจน์ได้ยาก
เพราะกลัวว่าจะเป็นคนผิด จะถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือ
จะถูกมองว่า เชื่ออะไรเหลวไหลไร้สาระ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์

แต่ฉันว่ามีจริง ฟันธงให้เลย และไม่กลัวด้วยที่ใครจะมองว่าเหลวไหลด้วย

ก็ของมันมีจริงๆ จะให้มาหลอกคนอื่นว่าไม่มี
มันก็กระไรอยู่ใช่ไหม
แล้วของแบบนี้มันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเชื่อไม่เชื่อด้วย
เพราะถ้ามันมี มันก็มีอยู่แบบนั้น เราจะหลอกตัวเองก็ได้

แล้วมันก็มีอยู่ทุกที่ คนที่คิดว่าต้องที่นั่นที่นี่ถึงจะมี ถึงจะไม่มีน่ะ
ขอบอกว่า คิดผิด คิดว่าที่สว่างๆไม่มี คิดว่าในวัดถึงจะมี
คิดว่าในวัดที่ไม่มีเมรุไม่มี คิดว่าบ้านที่เพิ่งสร้างใหม่ไม่มี

ทุกตารางนิ้วบนโลกนี้น่ะ เคยมีสิ่งมีชีวิตตายลงทั้งนั้นแหละ

แล้วก็บอกได้ด้วยว่า คนที่กลัวน่ะไม่เจอหรอก
ที่เห็นๆกันนั้นเพราะหลอนตัวเองทั้งนั้น
พวกที่เจอจะไม่กลัว ตอนที่เจอไม่กลัว
แต่ตอนที่เจอไปแล้วแล้วมารู้สึกตัวทีหลังนี่ก็แล้วแต่คนนะ
บางคนก็กลัว บางคนก็ไม่กลัว

ฉันเป็นประเภทที่ เด็กๆกลัวมาก แล้วไม่เคยเจอ
แต่พอเจอจริงๆแล้วก็ อ้าว แค่นี้เอง ไม่เห็นน่ากลัว
พอกลับมาคิด ก็ไม่ได้กลัวย้อนหลัง

ประเด็นมันอยู่ที่ ถ้าตาคุณจะเห็นผีได้ ต้องมีสมาธิระดับหนึ่ง
สมาธิระดับนั้น มันไม่มีความกลัวอยู่ ก็เลยไม่กลัว
(ไม่ได้ระดับสูงอะไรเลยนะ ธรรมดาๆไม่ต้องนั่งสมาธิเป็นปีๆก็มีได้)

หรือถ้าจะลองสัมผัสเค้าดูด้วยใจก็สามารถทำได้
แต่ก็ต้องใช้สมาธิเหมือนกัน

พวกที่เจอของจริงนี่ถึงได้บอกว่า ไม่รู้จะเอาเวลาตอนไหนไปกลัว
แต่มากลัวทีหลังเอานี่ก็เคยเป็นเหมือนกัน
(ทีหลังนั่นคือ อีก 10 วินาทีถัดมาก็นับเป็นทีหลังนะ)

เคยเล่าเรื่องที่เจอๆมาให้น้องที่ทำงานฟัง
น้องๆบอกว่า วันหลังไปต่างจังหวัด ไม่ขอนอนกับพี่นะ
กลัวเค้ามาหาพี่แล้วหนูจะเจอด้วย

เลยต้องถามว่า แล้วถ้าเค้ามาหาหนูโดยไม่มีพี่อยู่
หนูจะทำยังไงล่ะ

เออ จะทำยังไงกันล่ะ

บอกให้ใจชื้นกันไว้ก่อนว่า
ผีจะไม่ไปหาคนส่วนมากทั่วๆไปหรอก
ถ้าไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเค้า ทำให้เค้าเดือดร้อน
และเราจะไม่เห็นเค้าถ้าสมาธิไม่พออย่างที่บอกข้างบน

เค้าจะเลือกมาหาคนที่รู้ว่าช่วยเค้าได้
คือ แผ่เมตตา ส่วนบุญเป็น

คนส่วนมากแผ่ไม่เป็นนะ
เป็นแต่ท่องบทสวดมนต์แผ่เมตตา
ซึ่งเป็นคนละเรื่องเลยกับการแผ่เมตตาจริงๆ

ไม่สอนในนี้ล่ะ ของแบบนี้ควรจะสอนตัวต่อตัว
ใครอยากทำเป็นก็ลองถามดูได้

เพราะงั้นเลยอยากบอกว่า
อย่าไปกลัวกันให้มากนัก เพราะมันมีอยู่จริงๆ
แล้วเราก็อยู่กับเค้ามาตั้งแต่เกิดจนบัดนี้
แค่เราไม่เห็นด้วยตา แล้วจู่ๆวันหนึ่งจะเห็นด้วยตาขึ้นมา
ก็เหมือนเมื่อก่อนเราไม่เคยเห็นจุลินทรีย์
แล้ววันนี้มีกล้องจุลทรรศน์ เราก็เห็นขึ้นมา ก็แค่นั้นเอง

เราหลอนตัวเองมากเกินไป ทั้งคนรอบข้าง หนัง ละคร หนังสือ
จนจินตนาการเลยเถิด กู่ไม่กลับ
กลัวจินตนาการตัวเองมากกว่าของจริงเสียอีก

ตามประสบการณ์แล้ว ยังไม่เคยเจออะไรเหมือนในหนังเลย ให้ตายเหอะ

ป.ล. พวกที่ปากบอกว่าไม่มีๆ แต่กลัวมากนี่
ชีวิตมีเหตุผลเป็นวิทยาศาสตร์ตรงไหนคะ

ป.ล. อัพเดทยอดบริจาค

- เด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน = 7,264 บาท
ปิดรับบริจาคไปแล้ว และไปซื้อของบางส่วนแล้ว 2,500 บาท
เงินจำนวนที่เหลือจะนำไปซื้อของในวันเสาร์หน้าค่ะ
- โรงทาน = 4,350 บาท
- หนังสือธรรมะ = 5,354 บาท
(ยอดบริจาคที่ต้องการคือ 9,000 บาท)
(จะปิดรับบริจาควันอาทิตย์ที่ ๒๘ กันยายนค่ะ)
- ที่คั่นหนังสือ = 300 บาท
(จะปิดรับบริจาครูปแล้ว แต่ยังไม่ปิดรับบริจาคสมทบทุนค่ะ)

รายละเอียดโครงการต่างๆที่นี่เลย

http://www.digitalinstinct.com/memoir07/archives/544


About this entry