อีกแล้ว

ทำงานมาจะเป็น 5-6 ปีแล้ว
เราถึงได้เข้าใจว่า การรู้จักคนมากมีประโยชน์
โดยเฉพาะการรู้จักกับผู้ใหญ่ๆ ระดับนายๆด้วย

เมื่อก่อนเด็กๆ เราจะเกลียดการเลียแข้งเลียขา
เราคิดว่า การได้ดีด้วยการเลียแข้งเลียขามันไม่มีศักดิ์ศรี

และคิดว่า เออ ถ้ามีความสามารถ เดี๋ยวเค้าก็มองเห็น
เดี๋ยวเค้าก็ให้โอกาสเราเอง ไม่เห็นต้องไปประจบใครสักหน่อย

แต่เราพบว่า การที่เรามีความสามารถอย่างเดียว
แล้วไม่มีมนุษยสัมพันธ์เลยก็ไม่ทำให้เราก้าวหน้าไปไหน
มันมีทางสายกลางของมันอยู่

เด็กเพิ่งจบ ทำงานใหม่ๆ จะมองโลกสุดโต่ง 2 ด้าน
คือ ก้าวหน้าเพราะประจบนายกับก้าวหน้าด้วยความสามารถล้วนๆ

แล้วเราก็เซ้ว มั่นใจว่าเรามีความสามารถพอที่ไม่ต้องประจบนาย
ไม่ต้องง้อนายให้นายมาสนใจ เพราะความสามารถ ผลงานเรามันบอกเอง

คนทำงานมานานๆจะรู้ว่า ความสามารถอย่างเดียวเอาตัวไม่รอด
แบบว่า ตั้งใจทำงานๆ แล้วก็ไม่พูดคุยกับใคร ไม่บอกใคร ไม่รู้จักคนอื่น
สุดท้ายก็ทำงานนั้นต่อไปนั่นแหละ เพราะว่า งานมันไม่มีปัญหา
ถ้าเอาเราออกจากตรงนั้น เค้าก็กลัวว่าจะมีปัญหาตามมา

แล้วเราเป็นใคร nobodyไง เวลาเค้าคิดว่ามีตำแหน่งว่าง
อยากโปรโมท อยากให้โอกาส เค้าจะมาคิดถึงคนที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างคนนั้นน่ะ
คนที่เงียบๆคนนั้นน่ะ คนที่ทำงานตรงนั้นน่ะหรือเปล่า

เค้าก็ไม่คิด เค้าจะคิดถึงคนที่เค้ารู้จัก คนที่เค้าเคยคุยด้วย
คนที่คนอื่นพูดถึงบ่อยๆ คนที่เคยพรีเซนต์งานให้เค้าฟัง

เราเคยเป็นคนที่กลัวการคุยกับนาย โดยเฉพาะนายใหญ่ๆ
เพราะรู้สึกว่า เราเป็นใครเนี่ย เค้าจะจำเราได้มั้ย คุยแล้วกลัวผิด
มีนายเอาไว้คุยเรื่องงานเฉพาะเวลาจำเป็นเท่านั้น

แต่หลังๆมานี่เราว่าเราเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดีขึ้นมากๆ
กล้าทักคนที่เคยรู้จักแต่ไม่ได้เจอกันนาน แบบไม่กลัวว่าเค้าจะจำไม่ได้
(เพราะส่วนมากก็จำไม่ได้ แต่ก็ไม่เห็นเป็นไร)
กล้าคุยกับนายด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงาน
พอทักกันไปทักกันมา เค้าก็คุ้ยเคยกับเรา เราก็คุ้นเคยกับเค้า
เวลาคุยเรื่องงานก็ไม่เครียดไม่เกร็ง

แค่โอกาสที่เค้าจำชื่อเราได้ จำงานที่เราทำได้
แค่นั้นเองที่ทำให้เราไม่กลายเป็น nobody

ไม่ต้องไปประจบประแจงอะไร
เพราะก็ยังคิดอยู่ว่ามันไม่มีศักดิ์ศรีหรอก
แต่ก็ไม่ใช่คิดเอาเองว่า เค้าต้องเห็นเราสิน่า
ก็เราออกจะเก่งขนาดนี้ ทำได้ขนาดนี้

ทำกิจกรรมพิเศษในที่ทำงาน ที่ไม่เกี่ยวกับงานบ้าง
เพราะนั่นเป็นโอกาสที่เราจะได้รู้จักกับนายใหญ่ๆ
ได้รู้จักกับแผนกอื่นๆแบบทางลัด
แล้วก็ไม่เกี่ยวอะไรกับผลงานการทำงานด้วย

นายเราจะตัดสินใจแบบไหน ที่พอพูดว่า
คนนี้เป็นไง แล้วคนรอบข้างบอกว่า อ๋อ รู้จัก
จะจับไปอยู่ที่ไหน คนโน้นก็รู้จัก คนนี้ก็รู้จัก

ชีวิตมันง่ายเลยนะ

ว่าแล้วก็คือ ย้ายอีกแล้วค่ะคุณ
กำลังจะไปรับตำแหน่งใหม่ แผนกเดิม
แต่ว่าเขยิบไปดูแลเรื่องอื่นแทน
และไปรอเลื่อยขาเก้าอี้เจ้านายทางโน้น เอิกๆ

ตอนก่อนย้ายมาที่นี่ ก็มีคนพูดว่า
มาเลื่อยขาเก้าอี้เจ้านายแถวนี้
เราก็คิดว่าบ้าเหรอ เรายังไม่อาวุโสขนาดนั้น
แต่มันเริ่มจะจริงแฮะ -”-

เขียนแบบนี้ดูไม่เหมือนตัวเองช่วงหลังๆเลยนะ
แต่ส่วนหนึ่งในชีวิตเราเป็นแบบนี้

ใครที่เคยมองเราว่า เราไม่มุ่งมั่น
ดูขาดแรงกำลังในการไปถึงจุดหมายต่างจากสมัยเด็กๆ
ก็อาจจะจริงในแง่นั้นที่เราไม่ได้มุ่งมั่นไปหาจุดหมาย
ด้วยการก้าวเหยียบใครขึ้นไปหรือด้วยการแสดงความมุ่งมั่นสูงออกมา
ผ่านมารพูด ผ่านตัวอักษร ผ่านสีหน้า

แต่เราทำเหตุให้มันมากกว่า วางพื้นฐานให้มันอย่างใจเย็น
แล้วทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด โดยไม่มองข้ามโอกาสที่มี
ใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์สูงสุด อดทนกับงาน
ไม่เอะอะโวยวาย บ่นพร่ำเพรื่อเรื่องที่ไม่ได้อย่างใจเหมือนเมื่อก่อน

แต่จะว่าไป ตอนรู้ข่าวนี้ก็ตกใจเหมือนกัน
ว่ามันเร็วเกินไปหรือเปล่าสำหรับเรา

ป.ล.1 คนไทยเวลาเป็นหวัดแล้วไม่ชินกับการใส่หน้ากาก
แต่ว่าทำงานที่นี่ จะเห็นคนใส่หน้ากากเป็นเรื่องปกติ
ฉันว่าดีนะ แคร์คนอื่นด้วยว่าเค้าจะติด อะไรทำนองนี้
พอใส่กันมากๆ ก็ไม่เขินด้วย ในออฟฟิศติดกันง่ายจะตาย

ป.ล.2 อัพเดทยอดบริจาค

- เด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน = 7,264 บาท
ปิดรับบริจาคไปแล้ว และไปซื้อของบางส่วนแล้ว 2,500 บาท
เงินจำนวนที่เหลือจะนำไปซื้อของในวันเสาร์ค่ะ
- โรงทาน = 5,370 บาท
- หนังสือธรรมะ = 6,504 บาท
(ยอดบริจาคที่ต้องการคือ 9,000 บาท)
(จะปิดรับบริจาควันอาทิตย์ที่ ๒๘ กันยายนค่ะ)
- ที่คั่นหนังสือ = 300 บาท
(จะปิดรับบริจาครูปแล้ว แต่ยังไม่ปิดรับบริจาคสมทบทุนค่ะ)

รายละเอียดโครงการต่างๆที่นี่เลย

http://www.digitalinstinct.com/memoir07/archives/544


About this entry