และแล้วก็เลข 3
รอลุ้นจะเป็นวันเกิดอยู่นานหลายวันเหมือนกัน
ลุ้นเพราะอยากไปกราบหลวงอาเร็วๆ
เรื่องก้าวขึ้นเลขสามมันเป็นเรื่องจิ๊บๆ ชิ
ที่บ.นี้เค้าจะให้เราหยุดวันเกิดได้
เพื่อไปทำบุญ ทำพิธีทางศาสนาของตัวเอง
ตั้งแต่ทำงานที่นี่มา หยุดวันเกิดแปลว่าไปศรีราชา
ก็คิดว่า ไปคนเดียวก็ได้ไม่เป็นไร
เพราะเป็นวันธรรมดาไง เจสก็บอกว่าไปด้วยไม่ได้นะ
น้องติวบอกว่า ปิดเทอมพอดี ไปด้วยแล้วกัน
แล้วหมอนกก็ถามเมื่อเดือนก่อนว่า จะไปเมื่อไหร่
พอบอกว่าวันนี้ เธอก็เลยลางานมาด้วย
เพราะถึงฉันไปเสาร์อาทิตย์ เธอก็ต้องลางานอยู่ดี ไม่ต่างกัน
พี่แหม่มโทรมาหาเมื่อเย็น ถามว่า จะไปเมื่อไหร่ -”-
เลยบอกว่า ไปพรุ่งนี้ค่ะ (วันนี้) พี่เค้า ก็อ้าวเหรอ
งั้นพี่ลางานไปด้วยดีกว่า
สุดท้ายแล้ว รถก็เต็มเหมือนไปวันเสาร์อาทิตย์ปกติเลย
เมื่อวานนี้ก็ไปแวะพารากอน
เพราะว่ารถเกิดติดที่แยกราชดำริขึ้นมาตอนที่เราอยู่ตรงนั้น
ก็เลยเลี้ยวรถไปพารากอนแทน
ว่าจะไปซื้อพวกไส้กรอก เอาไว้ทำพรุ่งนี้เช้า
หุงข้าว แล้วเอาไปถวายหลวงอา
ไปนั่งกินฟูจิกับเจส แล้วเจสก็เสนอว่า
มาใช้ครัวที่บ้านมั้ย จะได้ทำอย่างอื่นด้วย
ก็เลยลองนึกๆถึงเมนูระหว่างกินข้าวต้มปลาแซลมอน
เพิ่งรู้ว่าข้าวต้มปลาแซลมอนที่ฟูจิอร่อยแฮะ
ไม่เคยคิดจะสั่งข้าวต้มในร้านอาหารญี่ปุ่นมาก่อนเลย
ไว้จะไปลองกินที่ฮานาย่า ที่เจสบอกว่า คนละแบบ แต่อร่อยมากกก
(แก้ไขตามที่เจสทักท้วงว่าเราเขียนผิด อิอิ)
ตอนก่อนออกจากร้านเราก็คิดว่า อยากทำกุ้งผัดผงกะหรี่
แต่ว่าเครื่องปรุงมันจะเยอะไป แบบว่าต้องมีทั้งผงกะหรี่ น้ำพริกเผา นมคาเนชัน
แล้วก็เลยคิดว่า หรือจะทำหมูผัดขิงไปดี
แต่พอเดินไปดูที่ชั้นวางผักแล้ว
เราก็เกิดอาการขี้เกียจซอยขิงขึ้นมา
เวลา 3 ทุ่ม เราคงไม่มีความอดทนในการซอยขิงแน่ๆ
เลยกวาดตามองไปเรื่อยๆก็ไปจ๊ะเอ๋เข้ากับพริกหยวก
อ่ะ ทำหมูผัดพริกหยวกดีกว่า ว่าแล้วก็ซื้อเครื่องที่เหลือ
หมูนี่ไปซื้อหมูมีความสุขมา ขายเป็นแพค
เจสชี้ให้ดูว่า นี่ไง เค้าเขียนว่า หมูที่นี่มีความสุขด้วยนะ
มีป้ายแปะว่า Our pig is happy แต่แบบว่าที่ฉันเห็น
มันเป็นหมูบดๆม้วนๆในแพค
เอิ่ม ยูแฮปปี้ตรงไหนง่ะ กลายเป็นก้อนเนื้อแบบนี้
แต่ก็ซื้อหมูที่เค้าสไลด์แล้ว ที่เอาไว้ทำชาบูมา
ด้วยสาเหตุที่ว่า ขี้เกียจหั่น
คิดว่า ถ้าแม่รู้ว่าขี้เกียจหั่น แม่คงบ่นแน่นอนว่า
ของแค่นี้ทำไมไม่รู้จักหั่น แค่หั่นหมูเอง
แต่แม่ไม่อยู่เลยงุบงิบเอาแบบนี้แล้วกัน
เสร็จแล้วก็กลับมาที่บ้าน เปิดครัวบ้านเจสผัดแป้บเดียวก็เสร็จ
หั่นไส้กรอกรอเอาไว้ เพื่อที่จะเอาไว้เวฟพรุ่งนี้เช้า
กลับมาอาบน้ำนอนไปตอน 5 ทุ่ม
ตี1 รู้สึกตัวขึ้นมาว่า ลืมหุงข้าว
เลยลุกขึ้นมาหุงข้าวตอนตี 1
ถ้าเป็นสมัยก่อนคงช่างมันไปแล้ว
แต่นี่ก็ลุกๆขึ้นมาเป็นพิธีๆไปงั้น
ใช้ร่างกายทำงานให้คุ้มหน่อย กินก็เยอะ นอนก็เยอะ
จะมาโวยวายขี้เกียจๆไรงี้ ไม่ยอมอ่ะ
ออกจากบ้านประมาณ 6 โมงกว่า
เหยียบกระจายอีกแล้วเพราะกลัวไม่ทัน 8 โมง
ทั้งๆที่จริงๆแล้วเราไม่ใช่คนชอบขับรถเร็ว
แต่ขาไปกราบหลวงอาทีไร ต้องมีเหตุให้เราได้เหยียบแบบนี้เสมอ
ถึงจะเป็นวันศุกร์ ที่จอดรถก็เต็มไปกว่าครึ่ง
คนก็ค่อนศาลาแบบหลวมๆ
เดี๋ยวนี้คนภาวนาดีๆเยอะมากนะ
แล้วก็ทึ่งหลวงอาเวลาตรวจการบ้าน
พอคนภาวนาดีๆเยอะๆ หลวงอาก็ต้องใช้พลังในการสอนเยอะ
ไม่ได้สอนแค่ว่า อ่ะ รู้มั้ย เห็นมั้ย
ต้องบอกอย่างละเอียดถึงแต่ละสภาวะที่เกิดขึ้น
เห็นตัวอย่างชัดเจนที่เราเอง
วันนี้ได้ส่งการบ้านในรอบ 2-3 ปีล่ะมั้ง
ก็ลองยกมือดูแม้ว่าจะนั่งหลังห้องโพ้นทะเล
ยกประมาณ 3 ที หลวงอาถึงจะบอกให้ส่งไมค์มาให้
เมื่อก่อนเราส่งการบ้าน หลวงอาจะบอกว่า ดีแล้ว ทำต่อไป
แต่ครั้งนี้ผิดไป เพราะหลวงอาชี้แจงสภาวะโดยละเอียด
ว่ามันไปติดตรงไหน ข้องตรงไหน สาเหตุที่เป็นแบบนั้นเพราะอะไร
พอมันละเอียดขึ้น หลวงอาก็ต้องลงแรงกับแต่ละคนมากขึ้น
แทนที่จะแค่ให้กำลังใจ แล้วให้ทำต่อไปอย่างเคย
รู้สึกเลยว่า โหย นี่ท่านเหนื่อยจริงๆนะ
เราเลยรับมาแค่เท่าที่ท่านบอก ไม่ถามต่อให้ยืดเยื้อ
เพราะรู้ว่า เราต้องกลับไปทำเอง
ให้โอกาสคนอื่นเค้าบ้าง เบาแรงหลวงอาลงไปบ้าง
แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีนะ
เพราะว่าดูทุกคนมีพัฒนาการ มีความตั้งใจ
ไม่งั้นคงไม่ลางานกันมาเพียบขนาดนี้หรอก
***
แล้วเราก็อำลาเลข 2 อย่างเป็นทางการเสียที
ความจริงแล้วเราก็รอรับเลข 3 มาตั้งแต่ต้นปี
แล้วก็คุ้นชินกับมันมาตั้งแต่เจสและกีบผ่านเลข 3 ไป
ขึ้นเลข 3 อย่างมั่นใจ ดีใจนิดๆด้วยว่ามันเลข 3 สักที
โล่งอก
ตอนเปลี่ยนจาก เลข 1 ไปเลข 2
นั่นยังรู้สึกกังวลมากกว่า
เพราะมันไม่รู้จริงๆว่า อยู่มาครบ 20 ปีแล้วเนี่ย
ชีวิตจะเป็นยังไงต่อไป
ก็คิดว่า โหย อยู่บนโลกนี้มาตั้ง 20 ปีแล้วอ่ะ นานจัง
แต่พอก้าวจากเลข 2 ไปเลข 3 นี่ต่างหาก
ที่เรารู้แล้วว่า เราอยู่มาครบ 30 ปีแล้ว
แต่ไม่สูญเปล่าหรอกนะ
เรามีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน
แล้วเราก็เริ่มต้นทำ มีพัฒนาการแล้ว
ชีวิตด้านอื่นๆของเราก็เป็นไปโดยปกติสุข
ไม่มีความทุกข์ความสุขไหนจะมาปั่นป่วนชีวิตได้มาก
เรียกว่าเป็นชีวิตที่พอใจแล้วก็ว่าได้
ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากเลข 2 มาเป็นเลข 3
มีอะไรหลายๆอย่างเกิดขึ้นในชีวิต
ทั้งเรื่องงาน ความรัก การเงิน และอื่นๆ
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การมีพระพุทธศาสนาเข้ามา
ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ทีนี้เราก็เลยอยากรู้ว่า 10 ปีที่ผ่านมานี่
เรารู้แล้วล่ะว่า ข้างในเราเปลี่ยนไปยังไง
ทีนี้เราก็อยากรู้ว่า ภายนอกมันเปลี่ยนไปยังไงเหมือนกัน
เราก็เลยไปค้นรูปกลับมา
เอามาแปะให้ดูกันจะๆ เทียบกันไปเลยว่า
ผู้หญิงนี่ เวลา 10 ปีผ่านไป เปลี่ยนไปยังไงบ้าง
รูปนี่ก็หายากนะ ไม่ชัดบ้าง อะไรบ้างก็ขออภัย
พยายามอย่างดีที่สุดแล้วล่ะ รูปเก่าๆไม่รู้ไปไหนหมด
ปีแรกๆอาจจะมีจำผิดบ้างมั้ง พวกปี 2000-2001 นี่ ไม่ค่อยมั่นใจ
และปีนี้
อ่าว ไม่ใช่เหรอ
อ่ะ
เราไม่ปิดบังนะว่าเราไปทำตาสองชั้นมา
แต่ทำมาแล้วมันก็ทำให้หน้าตาปีนี้เราดูดีขึ้นล่ะ
ไม่งั้นคงเหียกกว่านี้อีกหลายเท่า 555
ป.ล.1 ได้รับข้อความสุขสันต์วันเกิดมากจนละอายใจ
เพราะว่าตัวเองจำวันเกิดใครไม่ได้สักคนเลยอ่ะ
ไม่ค่อยได้ส่งหาใครเท่าไหร่เลย อายจัง - -
ขอบคุณมากๆนะคะที่ส่งมาอวยพรกัน
ป.ล.2
- เด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน = 7,514 บาท
ปิดรับบริจาคไปแล้ว และไปซื้อของบางส่วนแล้ว 2,500 บาท
เงินจำนวนที่เหลือจะนำไปซื้อของในวันเสาร์ค่ะ
- โรงทาน = 6,371.25 บาท
- หนังสือธรรมะ = 7,654 บาท
- ที่คั่นหนังสือ = 300 บาท
(จะปิดรับบริจาครูปแล้ว แต่ยังไม่ปิดรับบริจาคสมทบทุนค่ะ)
รายละเอียดโครงการต่างๆที่นี่เลย
About this entry
You’re currently reading “ และแล้วก็เลข 3 ,” an entry on Mink’s Memoir
- Published:
- 9.26.08 / 11pm












13 Comments
Jump to comment form | comments rss [?] | trackback uri [?]