ศรัทธาและปัญญา
เมื่อวานเรานั่งคุยกับกิ๊กเรื่องศรัทธา ปัญญาในศาสนาพุทธ
อย่างที่เราเคยบอกคือ เรากับเจสนี่ไม่เหมือนกันนะ
เราเป็นพวกศรัทธานำ แต่เจสเป็นพวกปัญญานำ
เพราะงั้นเวลาที่เราพูดเรื่องธรรมะให้ใครฟัง
ในเรื่องเดียวกันนี่แหละ เราจะมีวิธีพูดไม่เหมือนกัน
แต่ถึงเราจะมีศรัทธาหรือปัญญานำ
สุดท้ายแล้วมันก็ต้องมีทั้งคู่ควบคู่กันไป
คือ ฉันอาจจะศรัทธานำมาก่อน แต่ก็ต้องไล่ปัญญาให้ทัน
ไม่งั้นก็ได้แต่วิ่งทำบุญ ทำทาน รักษาศีลอยู่แค่นั้น
ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น แล้วก็เยิ้มๆลอยๆอยู่แบบนั้นแหละ
มีความสุขของมันได้ทุกวันเลยนะ สุขแบบลอยๆ
แฮปปูรี่ลอยๆออกมาข้างนอก
แต่ถ้าใช้ปัญญานำ คงต้องให้เจสมาอธิบายว่าอาการเป็นยังไง
เพราะว่าเราไม่ได้เป็นแบบนั้น เราคงพูดแทนไม่ได้
แต่เราก็เข้าใจคนใช้ปัญญานำนะ (ก็เห็นอยู่ทุกวัน)
ซึ่งคนมีปัญญาก็ต้องไล่ศรัทธาให้ทันเหมือนกัน
เพราะไม่งั้นก็หายไปตามกาลเวลาได้
เมื่อวานที่คุยกัน เจสก็บอกว่า ยังไงถึงจะมีปัญญา
ก็ต้องมีศรัทธาอยู่ดี เช่น ศรัทธาพี่ตุลย์ หลวงอา ไรงี้
ถึงจะยอมใช้ปัญญาไปพิจารณาว่าจริงหรือเปล่า
บางคนอาจจะศรัทธาตัวบุคคลก่อน แต่ฉันไม่นะ
อันนี้เซอร์ไพรส์เลย ที่คุยกันเมื่อวาน
เพราะเจสคงคิดว่า ฉันศรัทธาหลวงอา พี่ตุลย์ก่อน ถึงได้สนใจ
แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้เริ่มตรงนั้นเลย
แม้ว่าเราจะรู้จักหลวงอา รู้จักพี่ตุลย์มานาน
แต่เราไม่เคยเห็นทั้งหลวงอา และพี่ตุลย์เป็น somebody ในเวลานั้น
ที่เราศรัทธาแล้วพยายามเดินตามทางของทั้ง 2 ท่าน
แต่เป็นประโยคโปรยปกบน 7 เดือนบรรลุธรรมต่างหาก
จำได้เลยว่า วันนั้นกินข้าวกับเจสกับพี่หมีที่สยามเซนเตอร์
ร้านอะไรไม่รู้แล้วล่ะ น่าจะเจ๊งไปแล้ว (นานขนาดไหน)
แล้วพี่หมียื่นหนังสือ 7 เดือนบรรลุธรรมมาให้
เจสบอกว่า พี่ตุลย์เขียน อะไรทำนองนั้น
รับมาก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก เค้าให้ก็เอามาดู
แต่เห็นประโยคโปรยปกปุ๊บ มันหยุดตรงนั้นเลย
ประโยคนั้นคือ
“เป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนามีค่าแค่ไหน”
แล้วแค่ประโยคนั้นแหละที่เราเริ่มจริงจังขึ้นมา
ก่อนหน้านี้ชีวิตเราก็วนเวียนในลูปของพระพุทธศาสนามานาน
แต่ก็ถอยเข้าถอยออก ไม่สนใจบ้าง อะไรบ้าง
ยังสนใจชีวิตแบบโลกๆ เรื่องแฟน เรื่องงาน เรื่องโน่นนี่นั่นอยู่
พอเจอประโยคนี้เราถึงได้รู้สึกตัวว่า
เราให้ค่าแค่นี้เองเหรอ เราทำไมเป็นแบบนี้
ก็เลยเริ่มอ่านหนังสือพี่ตุลย์
เป็นศรัทธาเหมือนกันนะ แต่ไม่ใช่ศรัทธาที่ตัวบุคคล
เป็นศรัทธาในตัวพระพุทธศาสนาเลย
ก็เลยคิดว่า บางคนก็อาจจะศรัทธาในธรรมะ
บางคนก็ศรัทธาในพระพุทธเจ้า
บางคนก็ศรัทธาในพระสาวก พระสงฆ์ อะไรแบบนี้
บางคนก็ศรัทธาในบุญ ในกรรม อะไรก็ว่าไป
ถึงจะศรัทธาเหมือนกัน แต่ก็แตกแขนงกันออกไปได้อีกเยอะ
แต่ศรัทธาเยอะก็ใช่ว่าจะดี
มากไปก็ไถลไปไหนต่อไหนได้ง่ายๆเหมือนกัน
เหมือนคนเชื่อคนง่ายอะไรแบบนั้น
ถึงได้บอกว่า ต้องไล่ปัญญาให้ทัน
อย่าไปติดแค่ทำบุญ ทำทาน ขึ้นสวรรค์ มันเสียเวลา
แค่นั้นก็ยังดี ที่มากไปกว่านั้นคือ
ใครให้ไปนอกลู่นอกทางก็ไม่รู้ เพราะไม่ทันได้คิด
รู้แต่ว่า เค้าบอกว่าดี ก็ดีตามเค้าไปเลย
และอาจจะเพราะเราตั้งสมมติฐานมา
ว่าเราไปศรัทธาที่พระพุทธศาสนาเลย
เราไม่ได้ไปศรัทธาที่ตัวบุคคล
เพราะงั้นถ้ามีบุคคลไหนอ้างพระพุทธศาสนา
เราจะไม่เชื่อทันทีนะ เราจะขึ้นไปเทียบกับพระพุทธศาสนาก่อน
แล้วค่อยลงมาเชื่อตัวบุคคล
ถึงเวลานั้นเราจะศรัทธาบุคคลก็ยังไม่สาย เช่น หลวงอา หรือพี่ตุลย์
หรือว่าความจริงเป็นเพราะเรากับเจสอยู่ด้วยกัน
มันก็เลยพอดี คนนึงดึงไปทาง อีกคนดึงไปอีกทาง 555
***
วันก่อนตัดสินใจซื้อไพ่ Tarot มา 1 ชุด
เพราะได้อิทธิพลมาจากพี่หนุ่ม
วันก่อนที่เราเขียนเรื่องให้พี่ธัญดูดวงยูเรเนียนให้
ก็ลืมบอกไปว่า ยังมีพี่หนุ่มอีกคนที่เคยดู Tarot ให้เรา
แล้วก็เลยติดตามอ่านบลอกพี่หนุ่มมาตลอด
ซึ่งน่าสนใจมากกับเรื่องของ Tarot
ทำให้เรานึกขึ้นมาได้ว่า
เมื่อตอนม.ปลาย เราเคยสนใจเรื่องนี้นะเนี่ย
เราเคยเป็นแม่หมอดูไพ่ให้เพื่อนๆมาก่อน
แล้วก็แม่นด้วย ไม่อยากจะคุย
เพียงแต่ตอนนั้นรู้สึกว่า ใช้พลังงานมาก
แล้วยังเด็ก เราไม่รู้ว่าทำไมเหนื่อย
ซึ่งทำให้ไม่รู้จักลิมิตตัวเองว่าดูมากไม่ได้
เพราะเวลาเอาไพ่ออกมา จะมีคนมารุมเป็นสิบ
ต่อคิวกันยาวเหยียด ก็ไม่รู้จักบอกว่า ได้แค่กี่คน ไรงี้
จริงๆก็ไม่รู้แหละ ใครจะไปรู้ล่ะ
แล้วก็เลยเลิกไปเพราะดูไม่ไหว
ไม่สามารถเอาไพ่มาแล้วดูให้แค่คนเดียวได้
กลัวคิวขนาดนั้นอีก เลยเลิกดูไปเลย
พอวันก่อนอ่านบลอกพี่หนุ่มอีกที
เห็นพี่หนุ่มลองจับไพ่ดูตัวเองเล่นๆว่าช่วงนี้เป็นไง
ก็เลยนึกสนุกขึ้นมา เพราะชีวิตช่วงนี้ก็หวือหวา
อยากรู้ว่าถ้าจับไพ่แล้วจะได้อะไร
เลยไปเดินเอเชียบุค เลือกไพ่ที่มีอยู่ล้านกว่าชุด
ออกมา 1 ชุด
เลือกชุดนี้มา
Old English Tarot
รู้สึกมันเข้ากับตัวเองดี ยังไงไม่รู้
เหมือนเห็นตัวเองอยู่ในไพ่
อ่ะ ดูหน้าไพ่ The fool กันหน่อย
เสร็จแล้วตอนขับรถกลับบ้าน
ก็แกะไพ่ออกมา ลองจับไพ่กันคนละใบ
เจสกับพี่หมีก็จับด้วย ได้อะไรไม่บอกละกัน
แต่พอฉันจับ ได้ The death ออกมาเลย
ไม่กลัวนะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงกลัว
สมัยที่ยังดูอยู่สมัยโน้น ก็กลัวไพ่ใบนี้มาก
แต่ตอนนี้ออกไพ่ใบนี้มา เราว่ามัน represent
อะไรบางอย่างในชีวิตเราเหมือนกัน
อีกอย่าง เพราะรู้มากขึ้นแล้วว่า
ไพ่ The death ไม่ได้แปลว่าความตายเสียหน่อย
ทุกๆอย่างมี 2 ด้าน ไพ่ใบนี้ก็เหมือนกัน
เราก็เลยไปให้พี่หนุ่มแปลให้ ยังแปลไม่เป็น
(ลืมไปแล้วอ่ะ ที่ผ่านมาสมัยโน้น
ลืมขนาดว่าเคยดูเป็นกับเค้าด้วย เพราะงั้นที่เหลือก็ไม่มีทางจำได้)
ยังไม่คิดจะดูให้ใครนะ ยังไม่ต้องมาต่อคิว
เราซื้อมาเล่นๆ เอาไว้ศึกษาด้วยตัวเองมากกว่า
แล้วก็เอาไว้ดูตัวเองในช่วงเวลาต่างๆไรงี้มากกว่า
ไม่ได้คิดว่าจะเอาไว้ดูอนาคตอะไรหรอก
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุอยู่แล้ว
ไพ่ หรือดวง ก็คือ การ represent ผลของเหตุที่เราทำ
จะไปแก้ไขอะไรก็ต้องแก้ที่เหตุ
อยากจะเปลี่ยนหน้าไพ่ เปลี่ยนดวง ก็ต้องลงมือทำเอง
ข้างบนเขียนเรื่องพระพุทธศาสนา ข้างล่างเขียนเรื่อง Tarot
ดูแล้วอาจจะไม่เข้ากัน แต่ว่าอะไรหลายอย่างก็มีหลายแง่มุมนะ
อย่าเพิ่งตัดสินอะไรจากประสบการณ์ตัวเอง แต่ลองมองไปกว้างๆดูแล้วกัน
ป.ล. อัพเดทยอด
- โรงทาน = 6,371.25 บาท
- หนังสือธรรมะ = 254 บาท
รับหนังสือมาแล้ว 3 เล่ม (600เล่ม) ยังเหลือกุญแจฯอีก 200 เล่ม
รับบริจาคอยู่นะคะ ใครอยากบริจาคก็ได้เลย
- ที่คั่นหนังสือ = 300 บาท
(จะปิดรับบริจาครูปแล้ว แต่ยังไม่ปิดรับบริจาคสมทบทุนค่ะ)
รายละเอียดโครงการต่างๆที่นี่เลย
http://www.digitalinstinct.com/memoir07/archives/544
ป.ล. 2 ตกลงแล้วก็ยังไม่ได้หนังสือมา ไว้ค่อยไปเอาใหม่
เดี๋ยวนี้เข้าออกบ้านอารีย์เป็นว่าเล่นเลย
About this entry
You’re currently reading “ ศรัทธาและปัญญา ,” an entry on Mink’s Memoir
- Published:
- 10.4.08 / 12pm




11 Comments
Jump to comment form | comments rss [?] | trackback uri [?]