กระแทกอัตตา และ งานแต่งญาติ

วันนี้เป็นเรื่องบ่นยาวๆ
อย่าคิดว่าจะได้ประโยชน์สาระอะไรในวันนี้

เราว่า ไม่มีใครชอบให้ใครมาตัดสิน
ว่าเราเป็นแบบนั้น แบบนี้หรอก

ยกเว้นจะไปดูหมออ่ะนะ

เพราะแต่ละคนก็มีอัตตาเป็นของตัวเอง
การที่มีคนมาบอกเราว่า เราเป็นแบบนั้นแบบนี้
มันเหมือนโดนกระแทกอัตตา

เราไม่รู้ว่า คนอื่นรู้สึกแบบเราไหม
แต่เรารู้ว่าเราเค้าเอาอัตตาว่าเค้ารู้จักเราดี เค้าเข้าใจเราดี
มากระแทกอัตตาของเรา ที่เรารู้ว่า เรารู้จักตัวเองดี

มันเป็นเส้นบางๆคั่นอยู่ระหว่าง
การเข้าใจตัวเรากับการตัดสินว่าเราเป็นอย่างไร

สาวๆอาจจะชอบที่ได้รู้สึกว่า
ชายหนุ่มคนนี้ใส่ใจเราจัง พยายามเข้าใจเรา
แล้วที่ผ่านมา เวลาเค้าจีบกัน เค้าก็พยายามแบบนี้กัน
คือ พยายามบอกสาวเจ้า ว่าเราใส่ใจนะ เราแคร์นะ เราเป็นห่วงนะ
เราเห็นนะว่าเธอเป็นอย่างไร สุข เศร้า เหงา ทุกข์ อะไรแบบนั้น

โดยปกติแล้วก็ควรจะปลื้มใจว่าเค้ามาใส่ใจเราขนาดนี้
แต่เราว่าเราเข้าใจตัวเองดีกว่าคนอื่นเข้าใจเรา
ด้วยเพราะเรามองเห็นตัวเองเป็นอีกคนหนึ่ง
เรารู้ตัวเองดีว่าเรา สุข เศร้า เหงา ทุกข์อะไรเนี่ย
เราเห็นเป็นรายนาที ไม่ได้เห็นเป็นวันๆด้วยซ้ำ
เพราะงั้นเราไม่ได้เป็นอย่างที่คนอื่นเห็นแน่ๆ

มันเลยหงุดหงิดว่า จะพยายามมาตัดสินอะไรเรานักหนา
แล้วพอบอกว่า เราไม่ได้เป็นแบบนั้น ก็พยายามยัดเยียดให้เป็น
ผู้หญิงทุกคนมันไม่ได้ต้องการการปกป้อง ดูแลจากคนอื่นตลอดเวลาหรอกน่า
(แต่เค้ายังจะอ้อนแบบนี้จากพ่อเรื่อยๆนะ 555 เป็นกรณียกเว้น
เวลาป๋าจูงมือข้ามถนนนี่ปลื้มยิ่งกว่าชายหนุ่มคนไหนทำให้อีก)

เพราะงั้นเราก็ไม่เข้าใจว่า จะมายัดเยียดว่า
เราเหนื่อย เราทุกข์ เราเครียดทำไม

ทั้งๆที่เราไม่ได้หนักใจกับความเป็นไปในแบบนั้น
มันเป็นเรื่องปกติธรรมดา สากลโลกจะตาย
คนเรามันจะเฮฮา มีความสุขตลอดเวลาเป็นไปได้ที่ไหน
ถ้าเราจะเครียด เราจะเหนื่อย มันก็ปกติ เราจัดการได้

ต่อให้หมอดูมาดูว่าเราเป็นคนอย่างไร
แล้วเราไม่รู้สึกว่าใช่ เราก็จะบอกว่า ผิดแล้ว ไม่ใช่
เราไม่พยายามแถให้หมอดูแม่น
เพราะถ้าคุณไม่แม่นก็คือไม่แม่นก็ต้องยอมรับ

ขนาดหมอดูยังรู้สึกแบบนั้น
กับคนอื่นที่รู้จักเรามาไม่เท่าไหร่ เห็นเรามาไม่นาน
แล้วมาตัดสินเราว่า เราเป็นแบบนั้นแบบนี้
เราจะยอมรับง่ายๆได้ไงว่าเราเป็นอย่างที่เค้าพูด

หรือถ้าเป็นแบบนั้นจริง มันผิดตรงไหนหรือฟะคะ
ก็เราเป็นของเราแบบนี้มาตั้งนาน
ไอ่การพยายามจะมาเปลี่ยนแปลงกันทั้งๆที่เพิ่งรู้จักกัน
เราว่า เราคิดถูกแล้วนะ ที่รู้ตัวตั้งแต่คุยกันไม่กี่ที

เราเข้าใจนะว่า เป็นเรื่องของการพยายามทำความเข้าใจ
แต่เราเป็นคนเซนซิทิฟกับอัตตาตัวเองและคนอื่น
เรารู้สึกว่า เราโดนกระแทกอัตตา แล้วเราไม่ชอบใจ

คนโดยทั่วไปก็อยู่ไปเพื่อสนองอัตตาตัวเอง
เพียงแค่ว่าจะเห็นหรือไม่เห็นแค่นั้น

แล้วพอใครได้เห็น จะรู้สึกเลยว่า มันน่าเกลียดมาก
มันน่าขยะแขยงมาก แล้วเราก็ทำสิ่งนี้ตลอดเวลา
เพราะเราต้องการให้ตัวเรามีความสุข ดี เด่น ฉลาด
เราก็จะเบ่งอัตตาตัวเองใส่คนอื่น
ให้รู้สึกว่าตัวเองสุขกว่า ดีกว่า เด่นกว่า ฉลาดกว่า

เราเคยเขียนเรื่องที่คนพยายามจะดีกว่า
ด้วยการทำให้ตัวเองดีกว่า และการเหยียบคนอื่นลงมา
แต่ทั้งสองอย่าง สุดท้ายแล้ว มันก็ต้องมีการเบ่งอัตตาตัวเองให้พองอยู่ดี
ก็ยังน่ารังเกียจอยู่ดีทั้งสองอย่าง เพียงแต่ความน่ารังเกียจต่างกัน

แล้วสังคมส่วนใหญ่ก็ยอมรับมันอยู่กับการเบ่งอัตตา
ตราบใดคุณไม่ข้ามเส้นไปกระแทกอัตตาคนอื่นชัดๆ
ก็ไม่มีใครเดือดร้อนและรู้สึกอะไรเท่าไหร่

แต่ฉันรู้สึกง่ะ แม้จะเป็นแบบแรกก็ตาม

เวลาที่เรื่องน่าเกลียดของ 2 คนมาเจอกัน
มันก็เลยน่าเกลียดเป็น 2 เท่า และทำให้เราไม่ชอบเลย

กีบกับเจสบอกว่า ถึงเราจะไม่บอกว่าเราเขียนไดอยู่
แต่รับรองว่า แค่เสิร์ชชื่อเราเค้าก็เจอแล้ว
เพราะงั้นถ้าจะมาอ่านเจอก็ไม่แปลกหรอก

ก็เขียนทั้งๆที่รู้ว่าจะอ่านเจอนี่แหละ

***

ไปงานแต่งญาติรุ่นน้องมา
หลังๆมางานรวมญาติแบบนี้แล้วแอบงง

งงว่า คนที่อุ้มลูกเข้ามาแล้วนี่เราต้องไหว้มั้ย
เพราะดูเหมือนว่า จริงๆแล้วเค้านับเป็นเด็กกว่าเรา
หรือนับญาติแล้วศักดิ์เค้าสูงกว่าเราเปล่าเนี่ย

ญาติรุ่นน้องๆเค้าก็ทะยอยแต่งงาน มีลูกกันไปแล้ว
ทั้งๆที่เรายังรู้สึกว่า คนที่มีลูกนี่แก่กว่าเราเสมอ
ช่วงหลังๆเราเลยมึนๆเวลาไปเจอญาติๆ
ต้องคอยสะกิดถามแม่ว่า เอ๊ะ คนนี้นี่น้องเราหรือเปล่า

พวกไม่ค่อยเจียมอายุตัวเองอ่ะ คิดว่าตัวเองเด็กเสมอ ตลอดกาล

อีกสักพักคงปรับตัวได้

คำถามเดิมๆของที่เจอเสมอเวลาไปงานแต่งญาติ
โดยเฉพาะรุ่นน้องนี่ก็คือ เมื่อไหร่จะถึงคิวสักที

แต่หลังๆนี่พอเค้ารู้ว่า เราอายุเท่าไหร่แล้ว
เราก็จะบอกว่า มันข้ามวัยของการถามว่าเมื่อไหร่แต่งมาแล้วล่ะ
ถ้าวัยนี้หาไม่ได้ โอกาสที่จะมีแฟนมันก็ยากแล้ว
ให้ข้ามเราไปได้เลย ไปถามคนอื่นต่อไปดีกว่า

มางานนี้เราโดนทักว่า ตัดผมเหมือนสมัยเด็กๆเลย
สมัยเด็กๆนั้นคือ สมัยนี้

คนซ้ายคือ น้องแม้ว คนขวาคือ เราเอง
น้องแม้วน่ารักกว่าแฮะ เราเป็นเด็กขี้เหร่ งิงๆ

อันนี้นี่ถ้าไม่ใช่ญาติกัน refer ไม่ถูกเลยนะ
เค้าบอกเลยว่า รูปนี้ๆ คุณน้าเค้าเป็นคนถ่ายให้เอง
ซึ่งเราเพิ่งรู้ ว่าเค้าถ่ายให้เราด้วย FM2 อีกตัวหนึ่ง
ไม่ใช่ตัวที่อยู่ที่เราด้วย มี FM2 สองตัว

และอีกตัวนั้นก็ยังมีชีวิตอยู่อีกเช่นกัน

โห รู้สึกเหมือนแบบเจอความลับที่ไม่เคยรู้มาก่อน อะไรแบบนั้นเลย

มิน่า รูปเรากับแม้วเยอะแยะไปหมดเลย
ที่แท้เพราะว่าเป็นช่วงที่เค้าเห่อ FM2 ทั้งสองตัว
ไปบ้านไหน เค้าก็สลับกันถ่าย

แต่เราเอาออกมาเล่น หายหมดแล้ว อิอิ
วันหลังเอาไปสแกนเอาไว้ดีกว่าเนอะ

ไม่ได้ถ่ายรูปตัวเองในงาน เพราะไม่ได้เอากล้องไป
กล้องญาติๆที่เค้าถ่ายกัน ก็ขี้เกียจไปขอรูปเค้ามาอีก
เอาเป็นว่า สวยก็แล้วกัน 555 (อย่างงั้นเลย)

อาหารที่ SCB park นี่อร่อยดีนะ ไม่เคยรู้เลยว่าจัดงานแต่งได้
เราก็ว่าว่า ทำไมไม่จัดโรงแรมหว่า คงเพราะอาหารอร่อยนี่เองล่ะมั้ง

เวลาเราไปงานแต่งงาน สิ่งที่เราขัดใจ และเราจะพยายามจำไว้คือ
เวลาเลี้ยงพระ เจ้าสาวมักจะแต่งตัวเปิดไหล่ เปิดแขนกัน
ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว เราไม่ชอบน่ะ เราว่าไม่เหมาะ
เราเลยตั้งใจว่า งานแต่งเรา เราจะปิดมันตั้งแต่หัวจรดหางเลย (คงมีวันนั้นหรอก)

เขียนเผื่อไว้ เผื่อจะแต่งจริงแล้วเกิดตื่นเต้นตกใจ
จะได้มีคนเตือนเวลาเลือกชุด ..

หรือคนอื่นจะตื่นเต้นตกใจกว่าก็ไม่รู้นะ

ป.ล.1 ไม่ได้นอนกอดแม่ตั้งนานแน่ะ แม่ตัวนิ่มๆ
(เป็นแม่ลูกกับน้องปูจริงๆด้วย)

ป.ล.2 อัพเดทยอด

- โรงทาน = 16,286.25 บาท
- หนังสือธรรมะ = 1,754 บาท
- ที่คั่นหนังสือ = 400 บาท
(จะปิดรับบริจาครูปแล้ว แต่ยังไม่ปิดรับบริจาคสมทบทุนค่ะ)

รายละเอียดโครงการต่างๆที่นี่เลย

http://www.digitalinstinct.com/memoir07/archives/544


About this entry