วันหยุด

วันหยุดนี่ถ้าเราไม่ได้กลับบ้าน
ก็ตั้งใจไว้แล้วว่า จะไม่เอาไว้นอนอืดเด็ดขาด
เพราะว่าพบหลายครั้งว่า
การนอนอืดมันทำให้วันต่อๆมาเราไม่มีแรงทำงาน
มันเนือยๆไปหมด
(แม้จะไม่ได้นอนจริงๆก็เถอะ แต่หมายถึง
การไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน)

เราว่ามนุษย์เราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้นอนอืด
เพราะนอนอืดมากๆแล้วร่างกายมันไม่แข็งแรง ป่วยก็บ่อย
ออกแรงนิดหน่อยก็เหนื่อย ไม่อยากทำอะไร
จิตใจก็ไม่แข็งแรง ทำอะไรตามใจตัวเองตลอดเวลา
ถ้าอะไรขัดใจ ไม่สบายใจก็จะรู้สึกว่าไม่ถูก

เราถูกกิเลสหลอกให้นอนอืดเพราะมันสบายดี
แล้วก็ถูกหลอกให้ขี้เกียจ เนือยๆ ไปเรื่อยๆ
สุดท้ายก็ไปเห็นว่า ชีวิตแบบนี้มันปกติแล้ว สบายแล้ว

มันไม่ปกติเลยนะ

เราล่าสุดนอนอืดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
เพราะไม่ได้นอนอืดมานานมาก จนจำไม่ได้
พอว่างก็เลยรู้สึกว่า เอาล่ะ นอนอืดกับคนอื่นบ้างดีกว่า
ปรากฏว่า วันจันทร์นี่ชีวิตเดินผิดจังหวะเลย

อีกสาเหตุที่หงุดหงิดว่าไม่ได้ออกกำลังกาย
เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเปลี่ยนจังหวะชีวิตกลับมาได้ง่าย

เราชอบตัวเองที่มีพลังงานทำโน่นทำนี่
มากกว่าตัวเองที่เอื่อยๆ เนือยๆ
แม้ว่าจริงๆจะไม่ค่อยได้ทำอะไรนอกจากงานตัวเองก็เหอะ อิอิ

วันนี้หยุดตรงกลางอาทิตย์
เราเลยไปกราบหลวงอาที่ศรีราชา

คนเยอะฮึ่มมาก

เพิ่งเคยเจอการจอดรถขวางแบบตลอดแนว
(ยกเว้นวันงานกฐินอ่ะนะ)

ที่ไปหนนี้คือ รู้สึกหมดแรง
ด้วยเพราะเรื่องรอบๆตัวที่นัวเนียไปหมด
เลยตั้งใจว่าอยากไปชาร์ตแบตเสียหน่อย ^^

ไปงวดนี้หลวงอาขึ้นต้นด้วยเรื่องการบรรลุธรรม
แต่ไม่ได้หมายความว่า ที่นั่งๆกันอยู่จะมีใครบรรลุนะ
เป็นแนวที่ว่า อย่าไปคิดเอาเอง อย่าไปให้ใครรับรองว่าเป็น
แล้วก็สุดท้ายก็บอกเลยว่า
ไหน ใครคิดว่าตัวเองเป็นโสดาบัน ยกมือมาเลย จะได้จบๆไป

สงสัยจะมีคนไปแอบอ้างบ่อยล่ะมั้ง

แล้วหลวงอาก็เปรยว่า ชอบมีคนบอกว่าหลวงอาเป็นพระอรหันต์
ท่านตอบว่า ขอโทษนะ ใครมันมาสู่รู้ เอาอะไรมารู้

เราเป็นแค่ฆราวาสก็ต้องระวังเรื่องพวกนี้
เพราะถ้าท่านตอบ ท่านก็จะอาบัติ
ท่านโกหกก็ไม่ได้ พูดก็ไม่ได้ จะไปถามสร้างความลำบากให้พระทำไม
รู้ไปก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นมาตรงไหน

ความจริงเราว่า เราน่าจะรู้เรื่องวินัยของพระเอาไว้ก็ดีนะ
ถึงแม้เราจะไม่ได้มีโอกาสบวชก็ตามทีเถอะ
แต่ก็รู้ไว้เพื่อที่จะไม่ต้องทำผิดโดยไม่ตั้งใจ

เช่น เราเป็นผู้หญิงเนี่ย เราขับรถมา
เราไม่สามารถรับพระที่เดินระหว่างทางไปได้เลย
แม้ว่าจะมีผู้ชายนั่งมาด้วยก็ตาม
เพราะงั้นไม่ต้องคิดถึงว่า เราขับมาคนเดียวหรอก
แม้ใจจะรู้สึกว่า อยากอำนวยความสะดวกให้ท่าน
แต่มันจะทำให้ท่านอาบัตินะ

ตอนบ่ายก็ไปเยี่ยมญาติที่โรงพยาบาลศิริราช

อุตส่าห์ไปเดินตามหาเย็นตาโฟที่เคยกินสมัยเรียน
ซึ่งจำไม่ได้หรอกว่าร้านไหน เคยกินหนเดียวด้วย ก็เดินๆมั่วๆไป
ความรู้สึกเราไปหยุดหน้าร้านขายรองเท้า กระเป๋า
ว่ามันน่าจะเป็นตรงนี้อ่า แต่ปรากฏว่ามีร้านเย็นตาโฟถัดไปอีก 2 ล๊อค
ซึ่งเป็นเย็นตาโฟร้านเดียวตั้งแต่เดินมา ก็เลยอ่ะ ร้านนี้มั้ง
แต่พอกินแล้วก็รู้สึกว่า สมัยก่อนมันอร่อยกว่านี้นะ
หรือว่าไม่ใช่ร้านนี้ หรือว่าลิ้นเรามันปรับตัวแล้ว
เมื่อก่อนว่าอร่อย ตอนนี้ว่าอร่อยน้อยลง

แต่ไงมันก็ยังนับว่าอร่อยได้อยู่ดี

เดินผ่านส้มตำร้านนึง เหมือนร้านกิ้วเลยอ่ะ (เมนู)
เราเลยคิดว่า คราวหน้ามาอีก จะมากินร้านนี้ล่ะ
พิสูจน์ว่าเหมือนส้มตำกิ้วหรือเปล่า (ซึ่งได้ข่าวว่าปิดไปแล้ว)

วังหลังก็เหมือนเดิมนะ
เคยเดินเมื่อ ๑๐ ปีก่อนยังไงก็ยังงั้นเลย

ทำไมนานจังเลยง่ะ แง่ม
มิน่าจำร้านเย็นตาโฟไม่ได้ ก็ไม่แปลกหรอกนะ

แวะไปบริจาคเงินให้โรงพยาบาลมา
ก็เพิ่งรู้จากน้องแม้วว่า ประวัติโรงพยาบาลศิริราช
เกิดขึ้นจากสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าชายศิริราชกกุธภัณฑ์ โอรสในรัชกาลที่ ๕
พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ ๑ ขวบ ๗ เดือน
จากโรคอหิวาตกโรค รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชดำรัสว่า
“แม้ลูกเราจะได้รับการรักษาพยาบาลอย่างดีก็ยังได้รับการทุกข์ทรมานถึงเพียงนี้
ลูกราษฎรที่ยากจนจะได้รับความทุกข์ทรมานสักเพียงใด”

ก็เลยเกิดโรงพยาบาลศิริราชขึ้นมา
โดยที่ได้เอาไม้จากที่สร้างพระเมรุของเจ้าฟ้าศิริราชฯ
มาสร้างเป็นตึกหลังแรกของโรงพยาบาล
และเริ่มรักษาประชาชนทั่วไปโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

แล้วโรงพยาบาลศิริราชก็เป็นที่พึ่งของคนไทยมาจนวันนี้

(ว่าแต่ตึกแรกที่สร้างจากไม้พระเมรุนี่ตึกไหนเนี่ย)

มีมุมในตึกเก่าสวยๆอยู่เยอะเหมือนกัน
ว่าจะเอากล้องไปถ่ายละ แต่น่าจะเหมาะกับพอร์ทเทรทมากกว่า
เอาไว้หนีบนางแบบส่วนตัวไปด้วยดีกว่า

ป.ล.๑ รู้กายในปัจจุบันขณะได้ปัญญา
รู้กายตามหลังได้สติ
ในขณะที่รู้จิตให้รู้ตามหลัง

ป.ล.๒ อัพเดทยอด

- โรงทาน = 16,986.25 บาท
- หนังสือธรรมะ = 1,754 บาท
- ที่คั่นหนังสือ = 400 บาท
(จะปิดรับบริจาครูปแล้ว แต่ยังไม่ปิดรับบริจาคสมทบทุนค่ะ)

รายละเอียดโครงการต่างๆที่นี่เลย

http://www.digitalinstinct.com/memoir07/archives/544


About this entry