เป้าหมายที่ต่างไป

ครบอาทิตย์แล้วยังไม่ได้อัพเพิ่มเลย
เพราะว่าอาทิตย์ที่ผ่านมางานค่อนข้างยุ่ง
แป๊บๆก็หมดวันเสียแล้ว
แถมไม่ค่อยมีอะไรพิเศษให้อัพอีก
เรื่องโรงทานยังดูน่าสนใจกว่าที่จะทิ้งให้อ่านต่อไป

แต่จะพ้นอาทิตย์แล้วก็หาเรื่องมาเขียนสักหน่อย

อาทิตย์นี้เรายังไม่ทันรู้ตัว ก็หมดอาทิตย์ไปแล้ว
เวลามันผ่านไปไวนะ

เมื่อวันก่อนเราเจอกีบแล้วบอกว่า
เราย้อนกลับไปอ่านไดเมื่อปี 2005 มา

แค่ 3 ปีแค่นั้นเอง แต่เราเมื่อ 3 ปีก่อน
กับตอนนี้แทบจะไม่เหมือนกันเลย

กีบเลยบอกว่า ได้ย้อนกลับไปอ่านไดเมื่อปีแรกที่เขียนยังล่ะ

เราก็หัวเราะแล้วบอกว่า
คนนั้นไม่ใช่เราเลยแหละ

เมื่อก่อนเคยอ่านไดเมื่อปีนั้นแล้วอายมาก
อยากจะลบทิ้ง อยากกำจัดมากๆ
(ความจริงแล้วคือ ถ้าเราไม่เซฟเอาไว้
มันก็จะหายไปในที่สุดเพราะยังอยู่ใน mthai
แล้วก็มีอยู่ที่นั่นที่เดียวตอนนี้
แต่ครั้นจะไปเก็บมาก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน)

แต่หลังๆมานี้ไม่ได้รู้สึกอายแบบนั้นแล้ว
กลับรู้ว่า นั่นมันก็คือ เราเมื่อ 10 ปีก่อน แค่นั้น
ใครกลับไปอ่านเจอ เราก็ไม่อายแล้ว

เราเข้าใจแล้วว่า เราเมื่อ 10 ปีก่อน
ไม่ได้จำเป็นต้องเหมือนเราตอนนี้
เราจะไปคิดว่า เราเมื่อ 10 ปีก่อน คิดเหมือนตอนนี้ได้ยังไง

เวลากลับไปอ่านแล้วเลยรู้สึกเหมือนอ่านไดอารีคนอื่น
หัวเราะและตลกกับความเซ้วแบบนั้นมากๆ

เราว่าเราไม่ได้เซ้วน้อยลงนะ เรื่องความมั่นใจเรามีเท่าเดิม
แต่เรามีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น
เอาแต่ใจ เอาแต่อารมณ์ตัวเองน้อยลง
มีความมั่นคงในอารมณ์มากขึ้น
และมองโลกอย่างที่มันเป็นมากกว่ามองโลกให้เป็นอย่างที่เราต้องการ

ถึงแม้เราจะรู้สึกว่า เวลามันผ่านไปไว แป๊บๆปี แป๊บๆ 2 ปี
ไม่ทันได้นึกถึงเลยว่า เวลาไม่กี่ปีตัวเราจะเปลี่ยนไปได้ขนาดไหน
ถ้าไม่เขียนได เราก็คงไม่ได้ทันสังเกตว่านิสัย ความคิดเราเปลี่ยนไปแค่ไหน

สาเหตุที่ย้อนกลับไปอ่านเมื่อ ปี 2005 ก็เพราะว่า
ย้อนกลับไปดูปีที่เป็นต้นกำเนิดโรงทานของเรา
ซึ่งในใจไม่คิดว่ามันนานเลย คิดว่าแค่เมื่อ 3 ปีก่อนแค่นั้น
แต่ปรากฏว่า ข้อเขียน ความคิด ความเห็นอะไร
มันก็เปลี่ยนไปจากตอนนี้มากเหลือเกิน

ขนาดตอนนั้นมีความคิดในการทำโรงทานขึ้นมาแล้วนะ
ถ้าเป็นก่อนหน้านั้นจะไม่มีความคิดเรื่องการลงแรง หรือทำอะไรเพื่อคนอื่นเลย
มีแต่ตัวเอง ตัวเอง และตัวเอง

แม้ความคิดส่วนนั้นจะเริ่มเปลี่ยนเหมือนวันนี้
แต่ความคิดส่วนอื่นก็ดูเหมือนจะมีพื้นที่ให้เปลี่ยนได้อีก

พอเรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองแบบนี้
เราก็เข้าใจว่า ทำไมชีวิตตอนนั้นตอนนี้ถึง get along กับคนนั้นคนนี้ไม่ได้
เพราะความเปลี่ยนแปลงของตัวเราบางครั้งมัน dramatic และ dynamic มากๆ
(เขียนภาษาไทยคำอังกฤษคำแล้วกัน ขอเถอะ)

pace of life เราแตกต่างจากคนอื่น
ก็เลยทำให้ไม่สามารถก้าวไปด้วยกัน พร้อมกันได้

คนส่วนมากยินดีที่จะอยู่กับที่ มั่นคง พอใจกับนิสัยและความเป็นไปของตัวเอง
แต่เราพร้อมที่จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อเจอกับสิ่งใหม่ๆที่อยู่บนโลกนี้

เราไม่ได้พูดถึงการแสวงหาและประสบความสำเร็จนะ
อย่างว่า ที่มีคนบอกว่า เราดูเหมือนจะไม่ค่อยทะเยอทะยานเท่าเมื่อก่อน
เพราะเมื่อก่อนเราก็เป็นเหมือนคนอื่นๆส่วนมากในสังคม
ที่มีเป้าหมายในชีวิตเป็น งานดี ตำแหน่งสูง เงินเยอะ แฟนหล่อรวย

แต่ตอนหลังเรามองชีวิตเปลี่ยนไปอีกแง่หนึ่ง
ก็เลยทำให้เราค่อนข้างพอใจกับสิ่งเหล่านี้ในชีวิตเรา
แล้วเราก็จะเขียนว่า เราพอใจกับงาน เงิน บ้าน ครอบครัวที่มีอยู่
เพราะเรารู้ว่า มีแค่ไหน ดีแค่ไหน มากแค่ไหน มันก็ไม่เคยพอถ้าใจเราไม่พอ

เราเลยเอาความทะเยอทะยานของเราไปใช้ทางอื่น

ซึ่งเป็นเรื่องภายในของเราเอง ที่เราพร้อมจะเปลี่ยนคนไปเลย
เปลี่ยนจากคนนิสัยแบบนั้น ไปเป็นแบบนี้
หรือเปลี่ยนจากคนคิดแบบนี้ ไปเป็นแบบนั้น

ซึ่งแตกต่างจากคนส่วนมาก ที่พร้อมจะทะเยอทะยานในการเปลี่ยนของรอบตัว
เปลี่ยนงานไปหางานที่ดีกว่า เงินที่ดีกว่า
เปลี่ยนแฟนเพื่อไปหาคนที่ดีกว่า ใช่กว่า
เปลี่ยนโน่นนี่นั่น เพื่อชีวิตที่ดีกว่าในแง่ของงาน เงิน ครอบครัว

แต่ไม่คิดจะเปลี่ยนตัวเอง เพราะคิดว่า เราคือเรา
และพร้อมจะยึดในความเป็นตัวเราแบบนี้ไปตลอดชีวิต
เพื่อให้คนอื่นได้เห็นว่า เราเป็นแบบนี้แหละ
เราเป็นคนตรง คนดี คนไม่ดี คนอารมณ์ร้อน คนอารมณ์เย็น
คิดแบบนี้ ไม่ได้คิดแบบนั้น ไม่ชอบสิ่งนี้ ชอบสิ่งนั้น
เพื่อให้ตัวตนของเราเป็นที่จดจำของคนอื่น
และใช้ตัวตนเหล่านี้ในการประกาศตัวเองเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ

ถ้าเป้าหมายในการดำเนินชีวิตไม่เหมือนกัน
มันก็เลย get along กันไม่ได้ ก็ไม่แปลก
เพราะคนอื่นคงคาดหวังให้เราเหมือนเดิม
แต่เราคาดหวังให้ตัวเองเปลี่ยนไป ^^

ป.ล.1 ไปดูเจมส์ บอนด์มา
ฟังก็ไม่ทัน อ่านก็ไม่ทัน สำเนียงอังกฤษทำให้รู้สึกว่า
เวลาฟังแล้วต้องค่อยๆฟัง ค่อยๆละเมียดประโยคเข้าไป
ซึ่งเนื้อเรื่องมันไม่รอเราเลยง่า

ป.ล.2 เราว่าสังคมในออฟฟิศมันไม่ค่อยถูกจริตเราเท่าไหร่
เราว่าคนนั่งออฟฟิศผู้ไม่เคยลงสัมผัสกับการทำงานในไซต์
เค้ามีมุมมองที่ไม่เหมือนกับเราอ่ะ


About this entry