Posted in

Google Harness² vs DeepSeek Harness (DSH): เจาะลึก 2 สถาปัตยกรรม AI Agent ที่ชื่อคล้ายกันแต่ทำงานคนละชั้น

ในวงการ AI Agent ช่วงปลายปี 2026 มีชื่อสองชื่อที่คนมักสับสนและนำมาเปรียบเทียบกันอยู่บ่อยครั้ง: Google Harness² กับ DeepSeek Harness (DSH) ชื่อทั้งคู่มีคำว่า “Harness” เหมือนกัน ถูกพูดถึงในบริบทของ agentic workflows และ self-improving AI เหมือนกัน แต่เมื่อลงลึกถึงสถาปัตยกรรมจริง กลับพบว่ามันเป็นสิ่งที่อยู่กันคนละชั้น (layer) อย่างสิ้นเชิง

บทความนี้จะแยกแยะความสับสนนี้ให้ชัดเจน พร้อมอธิบายกลไกของแต่ละตัว จุดที่มันเชื่อมต่อกันได้ และกับดักที่ต้องระวัง

🎯 สรุปสั้น

Google Harness² คือระเบียบวิธี (Methodology) — ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ที่รันได้ แต่เป็นสูตรอัลกอริทึมที่บอกว่า “จะปรับปรุงระบบ agent ให้เก่งขึ้นเองได้อย่างไร” ผ่านการวนซ้ำ 2 ระดับ

DeepSeek Harness (DSH) คือ runtime จริง (Executable Harness) — ตัวถัง (skeleton) ที่รัน agent ได้จริง มี plugin kernel, session log และโหมดการทำงานที่สลับได้

เปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ “แผนการสอน” vs “อาคารเรียน” — คุณเอาแผนการสอนเข้าไปสอนในอาคารเรียนได้ แต่แผนการสอนไม่ได้แทนที่อาคาร และอาคารก็ไม่ได้สอนอะไรเองถ้าไม่มีแผน


⚙️ Google Harness²: ระเบียบวิธีแบบ Recursive

Google Research เผยแพร่แนวคิดนี้ในarXiv:2610.14224 (ต.ค. 2026) โดยมีหัวใจคือการปรับปรุงตัวเองแบบวนซ้ำ 2 ระดับ

ระดับ 1 · Task-level (Propose–Probe–Compose)

นี่คือลูปการทำงานสำหรับงานตรงหน้า:

  • Propose — เสนอการแก้ harness สำหรับงานนั้นๆ (ปรับ prompt, เพิ่ม tool/skill, จัดลำดับใหม่)
  • Probe — ทดลองรันจริง แล้ววัดผลกระทบ
  • Compose — สังเคราะห์รวมร่างที่ดีที่สุดจากผลเปรียบเทียบ

จุดที่สำคัญที่สุดคือ Compose ทำได้โดยไม่ต้องมีเฉลย (zero ground-truth feedback) — ระบบเปรียบเทียบผลลัพธ์จากการรันจริงหลายรอบ แล้วเลือกวิธีที่ให้ผลดีที่สุด โดยไม่ต้องมีคนบอกว่าคำตอบที่ถูกคืออะไร

ระดับ 2 · Harnessing-level

บทเรียนจากงานที่สำเร็จจะถูกสกัดและฝังกลับเข้า persistent improvement harness (memory/skills ถาวร) ทำให้ระบบเก่งขึ้นเรื่อยๆ ข้ามงาน โดยไม่ต้องเทรน weights ใหม่

ผลทดสอบที่รายงาน

  • WorkBuddy-Bench +11.5 จุด
  • JobBench +4.5 จุด
  • LAB partial pass +11.8% (แค่รอบเดียวของ Harness²)
  • ยิ่งเพิ่ม budget ยิ่งดีขึ้น

ข้อจำกัดสำคัญ: Harness² ไม่ได้ให้ runtime, tool registry หรือ UI อะไรเลย — มันเป็นแค่สูตร ต้องมีที่ให้รัน


🧱 DeepSeek Harness (DSH): Runtime แบบ Everything is a Plugin

DeepSeek AI เปิดตัวในชื่อ developer preview เมื่อ 13 ส.ค. 2026 (v0.1.0-rc.8 ณ ตอนเขียน) เป็น harness ที่รันได้จริงเขียนด้วย TypeScript/Node.js และเป็น open source (MIT)

Cordis Kernel

หัวใจคือ Cordis plugin kernel ที่จัดการ mount/unmount/dependency ของ plugin ได้ ทำให้ทุกอย่างในระบบเป็น plugin ที่สลับได้ผ่าน config โดยไม่ต้องแก้ source:

model adapter · tool registry · session log · sandbox · agent loop เอง · storage · scheduling · UI

4 Runtime Modes

  • Standard — coding agent ครบเครื่อง (file edit, shell, web, skills, subagents)
  • Code mode 🌟 — PTC (Programmatic Tool Calling): model เขียน TypeScript เพื่อ orchestrate tool calls หลายรอบในก้อนเดียว → context ไม่บวม
  • Minimal — bash + str_replace_editor เท่านั้น (สำหรับ benchmark)
  • Creator — Standard + runtime inspection + ทดลอง plugin ใน memory

จุดเด่นเฉพาะตัว

  • Append-only session log + trajectory view — resume/fork/replay/search บน event stream เดียว
  • Subagent เรียก claude-code และ codex ได้จริง
  • บล็อก --host 0.0.0.0 โดยเจตนา — ยังไม่มี auth layer เพราะฉะนั้นเปิดสู่อินเทอร์เน็ต = เปิดช่อง RCE

ข้อจำกัดสำคัญ: DSH ไม่ได้บังคับวิธีคิด — มันปล่อยให้ผู้ใช้เลือก loop เอง เก็บ log แต่ไม่มีกลไกสกัดบทเรียนอัตโนมัติ


📊 เทียบกันตรงๆ

ประเด็นGoogle Harness²DeepSeek Harness (DSH)
คืออะไรระเบียบวิธี/อัลกอริทึมruntime/framework ที่รันได้จริง
ภาษาแนวคิด + reference implementationTypeScript / Node.js
Licenseopen source (Google Research)MIT
ความสุกงานวิจัย (paper + GitHub)developer preview (rc)
สิ่งที่ให้สูตรวนซ้ำ 2 ระดับCordis plugin kernel + session log + 4 runtime modes
สิ่งที่ไม่ได้ให้runtime, tool registry, UIไม่บังคับวิธีคิด
หัวข้อHarness²DSH
ความจำถาวร⭐ หัวใจของระบบ — persistent improvement harnessมี session log แต่ไม่มีกลไกสกัดบทเรียนอัตโนมัติ
Observabilityไม่กำหนด⭐ append-only log + trajectory view ครบมาก
ประหยัด tokenไม่เกี่ยวกับ⭐ Code mode (PTC)
สลับ modelไม่ผูกมัด⭐ เป็น plugin — สลับ provider ได้
ผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้ว⭐ มี benchmark (4.5–11.8 จุด)ยังไม่มีตัวเลขเทียบเท่า
ความเสี่ยงต้องมี budget หลายรอบ (เปลือง token)API เปลี่ยนแหลก (rc)

🧭 ใครอยู่ชั้นไหนใน Stack

┌──────────────────────────────────────┐
│  ระเบียบวิธี (WHAT/HOW to improve)       │  ← Google Harness²
│  Propose → Probe → Compose           │
└──────────────────┬───────────────────┘
                   ▼ (ต้องมีที่ให้รัน)
┌──────────────────────────────────────┐
│  runtime (WHERE to run)              │  ← DeepSeek Harness / dsh
│  Cordis kernel + tools + sandbox     │   (หรือ Pi, หรือ Hermes)
└──────────────────────────────────────┘

นัยสำคัญ: Harness² ต้องการ runtime · แต่ runtime ไม่ต้องการ Harness² (รัน loop อื่นก็ได้)


🔗 ใช้ร่วมกันได้อย่างไร

ทั้งสองอย่างไม่ได้แข่งกัน — มันแก้ปัญหาคนละชั้น จึงประกอบกันได้ตามธรรมชาติ

1. Harness² ในฐานะ loop ของ runtime — เพราะ dsh เปิดให้ agent loop เป็น plugin จึงเขียน Propose–Probe–Compose เป็น loop plugin แล้ว mount เข้า dsh ได้
– ได้: session log + trajectory view + PTC มาฟรี
– เสีย: ต้องพอร์ตจาก reference implementation ไปเป็น TypeScript และผูกกับ API ที่ยังเป็น rc

2. dsh ในฐานะ executor — เก็บระเบียบวิธีไว้ชั้นบน แล้วให้ dsh ทำหน้าที่รัน tool calls จริง
– ได้: ไม่ต้องแก้ลูปที่พิสูจน์แล้ว · ได้ subagent ที่เรียก Claude Code/Codex ได้
– เสีย: dsh ไม่ได้ให้อะไรเกิน runtime อื่นมากนักในบทบาทนี้

ภาพที่ออกมา: dsh เป็นตัวถังที่แข็งแรง ส่วน Harness² เป็นสมองที่ทำให้มันเก่งขึ้นเองข้ามงาน


✅ เลือกใช้ตัวไหน

ใช้ Harness² เมื่อ:
– ต้องการให้ agent เก่งขึ้นเองข้ามงาน (self-improving) ไม่ใช่แค่ทำงานหนึ่งให้เสร็จ
– มี budget token พอสำหรับวนหลายรอบ
– อยากได้ระบบที่ไม่ผูกกับ runtime ใด runtime หนึ่ง

ใช้ dsh เมื่อ:
– ต้องการ รันงานยาวๆ หลายขั้น แบบมี audit trail ครบ
– ต้องการสลับ model/ผู้ให้บริการบ่อย
– ต้องการ orchestrator ที่ delegate งานให้ Claude Code/Codex ได้
– งานที่มี branching logic เยอะ จน tool call ตรงๆ กิน context เกิน (Code mode)

ใช้ทั้งคู่เมื่อ:
– อยากได้ runtime ที่แข็งแรง + ระเบียบวิธีที่ทำให้มันเก่งขึ้นเอง — dsh เป็นตัวถัง, Harness² เป็นสมอง
– แต่ต้องยอมรับว่าทั้งคู่ยังเป็นของใหม่ — ห้ามใช้กับงาน production ที่ห้ามพลาด


⚠️ กับดักที่ควรระวัง

  • สับสนชื่อ — “Harness” ใน dsh หมายถึง ตัวถัง (model + tools + sessions) ไม่ใช่ระเบียบวิธีแบบ Harness²
  • dsh ไม่ได้ self-improve — เก็บ log แต่ไม่สกัดบทเรียนเอง ต้องมี Harness² หรือคนเขียน ingestion เอง
  • Harness² ไม่ได้รันได้เอง — paper ให้แนวทาง + reference แต่ไม่มี production runtime ให้ใช้ทันที
  • dsh developer preview — API เปลี่ยนแหลก อย่าเอาความรู้ version นี้ไปใช้ยาว
  • อย่าเปิด dsh สู่อินเทอร์เน็ต — ไม่มี auth layer โดยเจตนา

📚 Sources